ขสมก. พาบุกโรงงานประกอบรถเมล์ไฟฟ้าล็อต 1,520 คัน เปิดไทม์ไลน์รับมอบ 500 คันแรก มี.ค. 70 ตั้งเป้านำออกวิ่งให้บริการ ปชช. ช่วงสงกรานต์ 70

ขสมก. พาบุกโรงงานประกอบรถเมล์ไฟฟ้า พร้อมกางแผนทยอยรับมอบ 1,520 คัน เผยเริ่มรับ 500 คันแรก มี.ค. 70 พร้อมวิ่งให้บริการกลางช่วงสงกรานต์ 70 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ไทยให้ประชาชน พลิกโฉมรถเมล์ครีมแดงสู่รถ EV ปรับอากาศ ช่วยเซฟงบค่าซ่อม-เชื้อเพลิงปีละ 4.1 พันล้าน เร่งพัฒนาอู่ 12 แห่งรองรับสถานีชาร์จ ประเดิมก่อน 3 แห่ง ต.ค. นี้ พ่วงเดินหน้าแผนเช่ารถเฟส 2 จำนวน 800 คัน กว่า 8 พันล้าน คาดรับรถในปี 71

นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า วันนี้ (1 ก.ย. 2569) ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการประกอบรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความมั่นใจและแสดงความพร้อมในการนำรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าเข้ามาให้บริการประชาชน โดยมีคณะผู้บริหารจากบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและนำชมสายการผลิต ณ บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

สำหรับแผนการรับมอบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน ในระยะที่ 1 (เฟส 1) ขสมก. มีกำหนดรับรถล็อตแรกจำนวน 500 คันภายในสิ้นเดือน มี.ค. 2570 ก่อนที่ ขสมก. จะตรวจความเรียบร้อยและทดสอบอีกประมาณ 2 สัปดาห์ คาดว่า จะเริ่มนำมาให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2570 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ไทยให้กับประชาชน

ขณะที่ ล็อตที่สองอีก 500 คันภายในสิ้นเดือน เม.ย. 2570 และล็อตสุดท้ายอีก 520 คันในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2570 โดยขณะนี้ชิ้นส่วนประกอบหลักของรถ 40 คันแรกได้มาถึงโรงงานผลิตของบริษัท EA และ AAB แล้ว เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีศักยภาพสูงสุดถึงวันละ 15 คัน แต่ ขสมก. ได้กำหนดแผนการผลิตขั้นต่ำไว้ที่ 12 คันต่อวัน

ทั้งนี้ ได้มีการประกอบรถตัวอย่าง (Demo) เสร็จสิ้นแล้ว 2 คัน เพื่อนำมาทดสอบระบบความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพถนน และให้พนักงานขับรถได้ทดลองสร้างความคุ้นเคยก่อนให้บริการจริง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ซึ่งตรงกับกำหนดจัดงานวันสถาปนาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ครบรอบ 50 ปี โดย ขสมก. จะนำรถต้นแบบที่ผลิตและตรวจสอบแล้วเสร็จ จำนวน 1 คัน ไปจัดแสดงและให้พนักงานขับรถทดลองขับด้วย

นายกิตติกานต์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ รถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมดจะถูกนำมาเดินรถทดแทนรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) เดิมจำนวน 1,520 คันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อยกระดับการให้บริการเป็นรถปรับอากาศพลังงานสะอาดทั้งหมดตามนโยบายรัฐบาล โดยในเฟสแรกจะบรรจุรถในสายการเดินรถเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมด 107 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป โดยเฉพาพพื้นที่เขตเมือง (City Loop) เช่น สาย 191 เส้นทางรัชดาภิเษก-รามคำแหง และย่านธุรกิจ (CBD) อย่างสีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4

นอกจากนี้ ยังรวมถึงกลุ่มเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5-6.5 แสนคนในวันธรรมดา และ 3-4 แสนคนในวันหยุด โดยในส่วนของค่าโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาท ตามเงื่อนไขรถปรับอากาศของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แต่รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางลดภาระประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือระบบค่าโดยสารร่วม

นายกิตติกานต์ กล่าวอีกว่า  ขสมก. ได้จัดทำแผนการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ในเฟสที่ 2 จำนวน 800 คัน วงเงินงบประมาณรวมกว่า 8,000 ล้านบาทโดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากได้รับการอนุมัติและบรรจุลงในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ขสมก. จะสามารถเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที ซึ่งงบประมาณชุดนี้จะเป็นงบผูกพันระยะยาว 7 ปี ตั้งแต่ปี 2570- 2576

สำหรับกระบวนการจัดหาในเฟสที่ 2 นั้น จะมีความรวดเร็วกว่าการดำเนินงานในเฟสที่ 1 เนื่องจากไม่ต้องผ่านขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ที่ซับซ้อนเหมือนในอดีต ซึ่งเคยใช้เวลาและการทำประชาพิจารณ์ร่วม 17-18 ครั้ง  โดยในเฟส 2 นี้ ขสมก. จะนำโมเดลและเงื่อนไขการดำเนินงานจากเฟสแรกมาเป็นต้นแบบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถรับมอบรถและเริ่มนำมาวิ่งให้บริการแก่ประชาชนได้ภายในช่วงปี 2571

ในส่วนของข้อกำหนดทางเทคนิค ขสมก. ยังคงให้ความสำคัญกับรถโดยสารที่มีโครงสร้างแบบ Monocoque เช่นเดียวกับเฟสแรก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถแต่ยังคงความแข็งแรงทนทาน เหมาะสมกับการใช้งานในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของจราจรสูง และสะดวกต่อการบริหารจัดการซ่อมบำรุงในระยะยาว  โดยแนวทางการจัดหายังคงเน้นไปที่ระบบการเช่ารถเพื่อลดภาระความรับผิดชอบด้านการซ่อมบำรุงของ ขสมก. และโอนภาระดังกล่าวให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าตามสัญญา

นอกจากนี้ การจัดหารถเมล์ไฟฟ้าในเฟสที่ 2 อีก 800 คัน จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดต้นทุนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับรถในเฟสแรกจะทำให้ ขสมก. มีรถใหม่ทดแทนรถรุ่นเก่าได้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้งบประมาณค่าเหมาซ่อมบำรุงที่เคยสูงถึงปีละกว่า 2,000 ล้านบาทและต้นทุนค่าเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 ล้านบาท ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณ 60% ซึ่งจะช่วยให้ ขสมก. สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างยั่งยืนและยกระดับการให้บริการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร

ขณะเดียวกันต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป็นค่าน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 ล้านบาท เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 35-40% หรือประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับการปรับลดบุคลากรในอนาคตจากการใช้ระบบจัดการการเดินรถที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีก 900 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ขสมก. จะสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้รวมกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี

ในด้านมาตรฐานความปลอดภัย รถรุ่นใหม่ได้รับการออกแบบให้ต่างจากรถเมล์เดิมด้วยโครงสร้างแบบ Monocoque ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงกว่า มีการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ GPS tracking เพื่อติดตามรถ พร้อมจุดเด่นด้านทางหนีไฟที่มีถึง 3 จุด คือ ด้านบนหลังคา ด้านหน้า/หลัง และด้านขวาของตัวรถ เพื่อความปลอดภัยกรณีรถพลิกคว่ำ ส่วนแบตเตอรี่ได้ย้ายขึ้นไปติดตั้งบนหลังคารถทั้งหมดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและสภาพอากาศร้อน

นอกจากนี้ ยังมีระบบอำนวยความสะดวกผู้พิการด้วยปุ่มกดที่ประตูเพื่อให้พนักงานทราบและช่วยเข็นล้อเข็นขึ้นรถ พร้อมระบบล็อคตัวด้วยเข็มขัดนิรภัยที่ผู้โดยสารสามารถปลดเองได้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด  โดย ขสมก. มั่นใจในศักยภาพของคู่สัญญาอย่างนครชัยแอร์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน และมีข้อกำหนด SLA ที่ชัดเจนในการซ่อมบำรุงและนำรถหมุนเวียนมาทดแทนทันทีหากเกิดปัญหา จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยคดีรถเมล์ในอดีตอย่างแน่นอน

นายกิตติกานต์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมอู่รถเมล์ 12 แห่ง ขสมก. เตรียมนำร่องพัฒนาทางกายภาพใน 3 อู่แรก ได้แก่ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และสถานีคลองบางไผ่ ภายในช่วงสิ้นเดือน ต.ค. 2569 นี้ ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาทเศษ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่อีก 9 อู่ที่เหลือซึ่งมีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 400 กว่าล้านบาท ได้ดำเนินการหาผู้รับจ้างแล้วเสร็จ แต่อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ชุดใหม่อนุมัติโครงการเนื่องจากเกินอำนาจการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ ทุกอู่จะติดตั้งสถานีชาร์จที่ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงต่อคัน เน้นชาร์จในช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. เพื่อความปลอดภัยและถนอมแบตเตอรี่ โดยการชาร์จ 1 ครั้งจะสามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งครอบคลุมการใช้งานในสภาพการจราจรติดขัด พร้อมรองรับระบบตั๋วร่วมทั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (EPC) ระบบ EMV แตะจ่ายผ่านบัตรเครดิต/เดบิต และการสแกน QR Code เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ