“พิพัฒน์” จับมือ VNIIZHT ต่อยอด MOU ไทย–รัสเซีย ดัน AI–ความปลอดภัย–พัฒนาคน ยกระดับระบบรางไทย

พิพัฒน์” นำคณะศึกษาระบบรถไฟใต้ดินมอสโก พร้อมหารือสถาบันวิจัยระบบรางรัสเซีย (VNIIZHT) ต่อยอด MOU ไทย–รัสเซีย สู่ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เน้นพัฒนาบุคลากร วิจัยร่วม ประยุกต์ AI เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานทดสอบ–ซ่อมบำรุง และวางรากฐานสร้าง Supply Chain ผลิตรถล้อเลื่อนในประเทศไทย ลดการนำเข้า เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมระบบรางไทยในระยะยาว

 นายพิพัฒน์ นำทีมคมนาคมทดลองใช้รถไฟใต้ดินมอสโก ศึกษาระบบตั๋ว–การเชื่อมต่อ–บริหารสถานี ก่อนเข้าพบ นายมิคาอิล เมเคดอฟ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบรางรัสเซีย VNIIZHT ต่อยอด MOU สู่ความร่วมมือระดับปฏิบัติ ชูพัฒนาบุคลากร–วิจัยร่วม–AI เตือนภัย–มาตรฐานทดสอบและซ่อมบำรุง วางเป้าระยะยาวถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้าง Supply Chain และขีดความสามารถผลิตรถล้อเลื่อนในไทย ลดพึ่งพาการนำเข้า ยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพระบบรางเพื่อประชาชน

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เข้าพบ นายมิคาอิล เมเคดอฟ (Mikhail Mekhedov) รองผู้อำนวยการ All-Russian Scientific Research Institute of Railway Transport (VNIIZHT) และคณะผู้บริหารสถาบัน ณ กรุงมอสโก เพื่อหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านระบบราง พร้อมต่อยอดผลจากการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทย–รัสเซีย ไปสู่การทำงานระดับปฏิบัติ

นายพิพัฒน์กล่าวขอบคุณนายมิคาอิลและคณะผู้บริหารที่ให้การต้อนรับ พร้อมระบุว่า VNIIZHT เป็นสถาบันวิจัยระบบรางที่ได้รับการยอมรับและมีประวัติยาวนาน โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 และตลอดเวลากว่าศตวรรษมีบทบาทสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของรัสเซีย ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมการเดินรถ เทคโนโลยีรถล้อเลื่อน การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบรางในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักที่จะช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค จึงต้องพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และอุตสาหกรรมระบบรางควบคู่กันไป

การพบกันวันนี้ต้องนำไปสู่การทำงานร่วมกัน เราต้องการเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี ประสบการณ์ และมาตรฐานที่รัสเซียพัฒนามายาวนาน แล้วเลือกสิ่งที่เหมาะสมมาปรับใช้กับประเทศไทย เป้าหมายไม่ใช่เพียงนำเข้าเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างความสามารถของคนไทย เพื่อให้ในอนาคตประเทศไทยสามารถพัฒนา ดูแล และต่อยอดเทคโนโลยีระบบรางได้มากขึ้นด้วยตัวเอง

ก่อนเข้าหารือกับ VNIIZHT นายพิพัฒน์และคณะได้ทดลองใช้ระบบรถไฟใต้ดินกรุงมอสโกด้วยตนเอง เพื่อศึกษาการให้บริการจากมุมมองของผู้โดยสาร ตั้งแต่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ การใช้บัตร Troika Card ระบบแตะเข้า–ออก ระบบข้อมูลผู้โดยสาร ตลอดจนการเดินทางและการเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสาย

คณะเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสาย Sokolnicheskaya ก่อนเปลี่ยนขบวนไปยังสถานี Komsomolskaya บน Circle Line ซึ่งเป็นสถานีสำคัญที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากและเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟหลักของกรุงมอสโก พร้อมศึกษาการออกแบบพื้นที่ การจัดระบบสัญจร และการบริหารผู้โดยสารภายในสถานีขนาดใหญ่ จากนั้นเดินทางต่อไปยังสถานี Park Pobedy ซึ่งมีความลึกประมาณ 84 เมตร เพื่อศึกษาการบริหารสถานีใต้ดินระดับลึก ทั้งระบบบันไดเลื่อนระยะยาว การระบายอากาศ ความปลอดภัย และการจัดการผู้โดยสาร

นายพิพัฒน์กล่าวว่า การลงไปทดลองใช้ระบบจริงทำให้เห็นว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่ดีไม่ได้มีเพียงตัวรถหรือสถานี แต่ต้องคิดตั้งแต่ประชาชนก้าวเข้าสู่ระบบจนถึงปลายทาง ทั้งการซื้อตั๋ว การเข้าถึงสถานี การเปลี่ยนสาย ข้อมูลการเดินทาง และความปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ จะต้องตอบโจทย์ให้การเดินทางของประชาชน “ง่าย ปลอดภัย และเชื่อมต่อกัน”

ด้าน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในระดับปฏิบัติ การหารือครั้งนี้ถือเป็นการนำกรอบ MOU ระหว่างกระทรวงคมนาคมไทยและรัสเซียมาต่อยอดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยฝ่ายรัสเซียพร้อมแลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาระบบรถไฟมายาวนาน โดยเฉพาะด้านการบริหารรถล้อเลื่อน การซ่อมบำรุง การกำกับมาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย

สิ่งที่สามารถเริ่มดำเนินการได้เร็ว คือ การพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม โดยรัสเซียมีมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านคมนาคม 19 แห่ง ขณะที่ Russian University of Transport มีองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรรมรถไฟ รถล้อเลื่อน สะพาน อุโมงค์ ระบบอาณัติสัญญาณ ไปจนถึง Digital Technology และ Artificial Intelligence สำหรับระบบขนส่ง

ฝ่ายไทยเสนอให้ความร่วมมือครอบคลุมทั้งนักศึกษา วิศวกร นักวิจัย บุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมถึงสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง โดยสามารถเริ่มจากการพัฒนาคน แล้วต่อยอดไปสู่ การวิจัยและพัฒนาร่วมกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบรางของประเทศไทย

นายชยธรรม์กล่าวต่อว่า อีกแนวทางที่สามารถเริ่มได้ทันที คือ Expert-to-Expert Cooperation โดยให้ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานไทยนำโจทย์ปัญหาจริงมาหารือโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียในแต่ละสาขาผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องรอการประชุมหรือการเดินทางระดับรัฐมนตรีครั้งต่อไป

หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจสำหรับประเทศไทย คือระบบวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่อโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อประเมินพื้นที่และสถานีรถไฟที่อาจเผชิญความเสี่ยง

เมื่อระบบประเมินว่าค่าบางอย่างมีแนวโน้มเกินระดับวิกฤต สามารถระบุพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงไปยังแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้าง การจำกัดความเร็ว ไปจนถึงการพิจารณาหยุดการเดินรถเมื่อมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

นายชยธรรม์กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสนำมาศึกษาร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วม หากสามารถเชื่อมข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน จะช่วยให้หน่วยงาน “รู้ความเสี่ยงเร็วขึ้น แจ้งเตือนได้เร็วขึ้น และตัดสินใจด้านการเดินรถได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น”

นอกจากนี้ VNIIZHT ยังมีบทบาทด้านการวิจัย การกำหนดข้อกำหนดทางเทคนิค การทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานระบบราง โดยมีขีดความสามารถด้านการทดสอบรถล้อเลื่อนและเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง รวมถึงแท่นทดสอบระบบเบรกที่รองรับการทดสอบในระดับความเร็วมากกว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศไทยสามารถนำมาศึกษาประกอบการพัฒนาระบบมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองเทคโนโลยีระบบรางของไทยในอนาคต

นายชยธรรม์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความร่วมมือในแต่ละด้านให้ชัดเจน โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อเปลี่ยนผลการหารือครั้งนี้ให้เป็นแผนงานที่สามารถดำเนินการได้จริง

นายพิพัฒน์กล่าวในช่วงท้ายว่า ในระยะยาวประเทศไทยมีศักยภาพที่จะต่อยอดจากการเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีทั้งบุคลากรด้านวิศวกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วน และ Supply Chain จำนวนมาก ไปสู่อุตสาหกรรมระบบราง โดยภาครัฐและหน่วยงานด้านระบบรางควรเป็นกลไกตั้งต้นในการสร้างองค์ความรู้และความต้องการ ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

แนวทางความร่วมมือไทย–รัสเซียจึงสามารถเดินหน้าเป็นลำดับ ตั้งแต่ การพัฒนาคน การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและ Know-how การพัฒนามาตรฐานและการทดสอบ การซ่อมบำรุง การสร้าง Supply Chain และการผลิตหรือประกอบรถล้อเลื่อนในประเทศไทยในระยะยาว

เป้าหมายสุดท้ายของกระทรวงคมนาคม คือเลือกองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทย นำมาสร้างความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้ระบบราง พร้อมกับสร้างคน สร้างงาน และสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้การลงทุนด้านระบบรางสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศและประชาชนในระยะยาว