ทอท. ผ่าปมรันเวย์สุวรรณภูมิชำรุด เปิดสาเหตุดินอ่อน-น้ำสะสม เร่งสแกนทั่วสนามบิน จ่อซ่อมเป็นจุดช่วงกลางคืน ป้องกันเครื่องบินติดพื้นซ้ำ
ทอท. เร่งตรวจสอบโครงสร้างรันเวย์สุวรรณภูมิ หลังเครื่องบิน China Airlines เกิดเหตุล้อติดพื้นผิวทางวิ่ง ชี้ปัจจัยเสี่ยงมาจากชั้นดินใต้สนามบินเป็นดินอ่อน-น้ำท่วม-ฝนตกหนัก เตรียมใช้เทคโนโลยีสแกนตรวจสอบทั่วสนามบิน พร้อมทยอยซ่อมแซมจุดเสี่ยงแบ่งปิดพื้นที่ช่วง 20.00-06.00 น. ครั้งละ 10 วัน ด้าน CAAT จี้ ทอท. แจงสาเหตุ วางมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ ยกระดับความปลอดภัยการบินระยะยาว
น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยถึงกรณีเครื่องบินสายการบิน China Airlines เกิดเหตุล้อหลักติดพื้นผิวทางวิ่ง ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อได้ รวมถึงรันเวย์บริเวณที่เกิดเหตุว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดให้บริการมาประมาณ 20 ปี มีเที่ยวบินใช้งานประมาณ 700,000 เที่ยวบินต่อปี ทำให้โครงสร้างรันเวย์ต้องรองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ทอท. มีการตรวจสอบและซ่อมบำรุงตามมาตรฐานมาโดยตลอด

ทั้งนี้ จากการหารือและตรวจสอบทางวิศวกรรม พบว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในครั้งนี้ มาจากลักษณะชั้นดินใต้สนามบินที่เป็นดินอ่อนและมีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาและฝนตกหนัก ทำให้ปริมาณน้ำสะสมเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ชั้นโครงสร้างพื้นผิวบางส่วน ส่งผลกระทบต่อสภาพพื้นผิวรันเวย์ อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องเฝ้าระวังส่วนใหญ่เป็นบริเวณที่เครื่องบินต้องเลี้ยวหรือเปลี่ยนทิศทาง เช่น จุดหัวเลี้ยว ทางออกแท็กซี่เวย์ และบริเวณหัวรันเวย์ เนื่องจากเป็นจุดที่พื้นผิวต้องรับแรงกระทำแตกต่างจากช่วงที่เครื่องบินวิ่งตรง เป็นต้น
เราพบว่าชั้นดินของสนามบินเป็นชั้นดินอ่อน มีน้ำค่อนข้างสูง บวกกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา และฝนตกค่อนข้างเยอะ ทำให้ปริมาณน้ำที่อยู่ในบริเวณนั้นเพิ่มขึ้นจนใกล้กับชั้นโครงสร้างพื้นผิว” น.ส.ปวีณา กล่าว

น.ส.ปวีณา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ทอท. อยู่ระหว่างสแกนและตรวจสอบพื้นผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดจุดที่ต้องปรับปรุง โดยจะเน้นบริเวณที่มีแรงเสียดทานและแรงบิดสูง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพื้นผิวทั้งหมด แต่จะพิจารณาตามสภาพของแต่ละจุด ส่วนแผนซ่อมบำรุงรันเวย์นั้น ยอมรับว่า ไม่สามารถปิดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อดำเนินการได้ เนื่องจากสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่น หากปิดพื้นที่ทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน จึงต้องแบ่งพื้นที่และช่วงเวลาซ่อมบำรุงเป็นระยะ เช่น การปิดพื้นที่ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น. เป็นเวลา 10 วัน ก่อนทยอยดำเนินการในจุดอื่นต่อไป
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทอท. มีการซ่อมใหญ่และเปลี่ยนพื้นผิวรันเวย์มาแล้วมากกว่า 3 ครั้ง รวมถึงการซ่อมลึกลงไปถึงชั้นโครงสร้างดิน อีกทั้ง ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ ทอท. ต้องนำมาทบทวนและปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีก และ ล่าสุด ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสายงานวิศวกรรม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยยืนยันว่าจะติดตามตรวจสอบสภาพรันเวย์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการปรับปรุงจุดที่มีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการให้บริการเที่ยวบิน

ด้าน พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. กล่าวว่า กพท. ได้ทำหนังสือถึง ทอท. ให้ชี้แจงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมรายงานแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ โดย เบื้องต้นทราบว่า อาจเกิดจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างเสื่อมสภาพ แต่ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน โดย กพท. เสนอให้ ทอท. นำเทคโนโลยีและเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัยมาใช้ประเมินความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นผิวสนามบิน ทั้งรันเวย์ ทางขับ และลานจอดเครื่องบิน เพื่อค้นหาจุดที่มีความหนาแน่นหรือความแข็งแรงไม่เพียงพอ รวมถึงตรวจสอบสภาพโครงสร้างใต้พื้นผิว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายจากน้ำหนักเครื่องบิน
