บวท. ยกระดับน่านฟ้าไทยสู่ยุคดิจิทัล ดีเดย์! 3 ก.ย. นี้ เปิดเส้นทางบินใหม่ L770 ‘ไทย-จีน‘ ตั้งเป้าปี 70 มีเที่ยวบินแตะ 1 ล้านเที่ยวบิน

“วิทยุการบินฯ” เร่งยกระดับน่านฟ้าไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เดินหน้าบูรณาการข้อมูลเรดาร์อากาศเพิ่มความแม่นยำ ลดดีเลย์เที่ยวบิน คาดเที่ยวบินปี 69 ยังเติบโตต่อเนื่องแตะกว่า 9.19 แสนเที่ยวบิน วางเป้าปี 70 แตะ 1 ล้านเที่ยวบิน ดีเดย์ 3 ก.ย. นี้ เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ไทย–จีน ลดระยะทาง ประหยัดเชื้อเพลิง-ลดคาร์บอน ผลักดันไทยสู่ World-Class Aviation Hub

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบนโยบายให้วิทยุการบินฯ เร่งดำเนินโครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ (Weather Radar) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน ในการบริหารจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศของประเทศ

นอกจากนี้ ผลักดันการพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM) เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยตั้งเป้าหมายให้วิทยุการบินฯ ก้าวสู่การเป็น SWIM Service Provider ภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการบริหารข้อมูลการบินยุคใหม่ พร้อมทั้งให้บูรณาการการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับระบบการบินโลกได้อย่างสมบูรณ์ทันตามกรอบเวลา สอดรับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub

*** คาดปี 69 มีเที่ยวบินรวม 9.19 แสนไฟล์ท ***

ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ (บอร์ด) บวท. กล่าวว่า สำหรับปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่ ต.ค. 2568 – ก.ย. 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ประมาณ 1.64% ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายในปี 2570 จะมีปริมาณเที่ยวบินรวมกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน

ทั้งนี้ แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ

*** ดีเดย์ 3 ก.ย. นี้ เปิดเส้นทางบินใหม่ ‘ไทย-จีน’ ***

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 3 กันยายน 2569 เตรียมเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ผ่านความร่วมมือของไทย จีน และลาว ช่วยลดระยะทางการบิน 27.5 – 35.2 ไมล์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ลดต้นทุนสายการบิน ประหยัดเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับจีน เป็นการสนับสนุนการพัฒนาการบินอย่างยั่งยืน รองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น นับเป็นการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางบินในภูมิภาค และสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการตลาดการบินสำคัญ

*** ชู 6 โปรเจกต์ ดันไทยสู่ World-Class Aviation Hub ***

ขณะที่ นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า วิทยุการบินฯ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ผ่าน 6 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย 1.โครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ (Weather Radar) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินอากาศ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ เข้าสู่ระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อแสดงข้อมูลกลุ่มเมฆฝนโดยละเอียด ทั้งตำแหน่ง ความรุนแรง และแนวโน้มการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆฝน แสดงซ้อนทับกับข้อมูลเส้นทางบินและตำแหน่งอากาศยาน บนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ สำหรับท่าอากาศยานที่มีความหนาแน่นสูง และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มใช้งานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่แรก ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตามและวิเคราะห์สภาพอากาศแบบทันต่อเหตุการณ์ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและนักบิน ลดผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน และเสริมสร้างความปลอดภัยในการบินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.โครงการนำ Digital Tower มาใช้งาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง และการนำ Remote Tower มาใช้ที่ท่าอากาศยานนราธิวาสและเบตง โดยระบบดังกล่าว จะใช้กล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูงและระบบแสดงผลอัจฉริยะ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจราจรทางอากาศ ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความแม่นยำในการมองเห็น และเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยจะเริ่มจัดหาใน ต.ค. 2569 และคาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571

3.โครงการพัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อเฝ้าระวังติดตามและควบคุมระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง  ซึ่งจะติดตามการทำงานของระบบทั่วประเทศไว้ในศูนย์ควบคุมเดียว ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสาร ระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบติดตามอากาศยาน ระบบเครือข่าย ระบบบริการจราจรทางอากาศ รวมถึงระบบสนับสนุนต่าง ๆ ทำให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และแก้ไขเหตุขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว  โดยจะเริ่มใช้งานที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ช่วงต้นปี 2570 นี้ และมีแผนขยายผลสู่ศูนย์ควบคุมการบินหลักทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571

4.โครงการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกระดับสู่การให้บริการตามแนวคิดการจัดการจราจรทางอากาศตามวิถีการบิน โดยการเปลี่ยนถ่ายไปสู่การให้บริการ System Wide Information Management (SWIM) ที่จะปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินไปสู่รูปแบบดิจิทัล และเชื่อมโยงระบบการบินเข้าด้วยกันทั้งหมด ภายในปี 2573 เพื่อให้พร้อมรองรับการยกเลิกการใช้งานระบบวางแผนการบินแบบเดิม ไปสู่ระบบวางแผนการบินแบบใหม่ ที่เป็นระบบวางแผนการบินที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ล่วงหน้าและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเดินอากาศ นับเป็นการวางรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการจราจรทางอากาศด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงถึงกัน และทันเวลาต่อการตัดสินใจ

5.การให้บริการจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศสำหรับเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่งวิทยุการบินฯ เป็นผู้พัฒนาระบบขึ้นเอง ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเดินอากาศในภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สายการบินมีการใช้งานระบบ BOBCAT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยเพิ่มจากคืนละ 46 เที่ยวบิน เป็น 77 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 67% นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรทางอากาศแล้ว

สำหรับระบบ BOBCAT ยังช่วยให้สายการบิน ลดระยะเวลาบินวนรอได้ประมาณ 73,268 นาที ประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณกว่า 8,353 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณกว่า 26,394 ตัน (ในช่วง 300 วันแรกที่กลับมาเปิดให้บริการระหว่าง ก.ย. 2568 – มิ.ย. 2569) จนได้รับผลตอบรับที่ดีและเสียงชื่นชมจากสายการบินผู้ใช้งาน แสดงความชื่นชมถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีที่วิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเองและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

6.การขับเคลื่อนการบินอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจราจรทางอากาศที่ช่วยลดระยะเวลาการบิน ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ส่งผลให้วิทยุการบินฯ ได้รับการรับรอง Green ATM ระดับ 2 จาก CANSO และตั้งเป้ายกระดับสู่ Green ATM ระดับ 3 ในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยุการบินฯ ในการยกระดับระบบบริการการเดินอากาศของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย ทันสมัย และยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมตามมาตรฐานโลก พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในทุกมิติ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น World-class Aviation Hub เพื่อประโยชน์ ของสายการบินและผู้โดยสารต่อไป