เปิดแล้ว! ถนน 4 เลน ’เมืองคอนฯ‘ แยก ทล.4103-พุทธภูมิ กว่า 4 กม. หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

“พิพัฒน์” เปิดใช้ถนน 4 เลน สายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ กว่า 4 กม. มูลค่า 528 ล้าน ลดการจราจรติดในตัวเมืองคอน หนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภาคใต้ให้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดใช้ถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ (13 มิ.ย. 2569) ว่า การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในทุกภูมิภาคคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ตามที่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดในตัวเมือง และระบายรถออกสู่นอกเมืองได้อย่างคล่องตัว โดยมี 4 ช่องจราจร และมีคลองส่งน้ำชลประทานอยู่เกาะกลาง ซึ่งเส้นทางนี้เชื่อมโยงเส้นทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร (ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก) ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.4103 – ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมระยะทาง 4 กิโลเมตร (กม.) ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 528.969 ล้านบาท ถือเป็นเส้นทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศาสนา และวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ทั้งนี้ ทช. จึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว ซึ่งการก่อสร้างมีจุดเริ่มต้น กม.ที่ 0+000 บริเวณจุดตัดถนน ทล.4103 และไปสิ้นสุด กม.ที่ 4+000 บนถนนพุทธภูมิ โดยก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.25 เมตร (ไป – กลับ) มีไหล่ทางกว้าง 1 – 3 เมตร โดยตรงกลางเป็นคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ความยาวรวม 390 เมตร และมีทางกลับรถ จำนวน 5 จุด

ขณะที่ นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ขับเคลื่อนโครงการแบบบูรณาการหน่วยงาน ที่ช่วยพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของชาวนครศรีธรรมราชจนเกิดผลแล้ว โดยการปลดล็อกงบประมาณเพื่อประชาชน ให้ท้องถิ่นนำเงินสะสมที่ตกค้าง นำออกมาใช้ขับเคลื่อนโครงการแล้วกว่า 5,200 ล้านบาท เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และพัฒนาพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ทำให้เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปแก้ปัญหาถึงมือพี่น้องประชาชนโดยตรง และที่สำคัญคือ การจัดการขยะแบบยั่งยืนโดยส่งทำเชื้อเพลิง RDF ทำให้เทศบาลไม่ต้องสูญเสียภาษีประชาชนไปกับค่ากำจัดขยะปีละ 7-9 ล้านบาท แต่กลับสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นถึง 7 แสนบาทต่อปี จนปัจจุบันมี อปท. ร่วมขับเคลื่อนถึง 35 แห่ง และทำให้จังหวัดคว้ารางวัลจัดการขยะระดับประเทศ