ม.มหิดลต่อยอดวิจัยเดินเรือปลอดภัย สู่ระดับโลก

ม.มหิดลยกระดับงานวิจัย “เดินเรือปลอดภัย” สู่เวทีโลก ด้วยการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกช่วยวางแผนเส้นทาง ลดอุบัติเหตุ ประหยัดพลังงาน และเสริมความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาทางทะเลอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เป็นเบื้องหลังสำคัญของงานวิจัยที่นำไปสู่หนทางแห่งความพยายามเอาชนะ “Real World Impact” ตามยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลในเชิงนโยบายร่วมกับ “การท่าเรือแห่งประเทศไทย” เพื่อป้องกันวินาศภัย จากกรณีอุบัติเหตุเรือล่มครั้งสำคัญ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ผ่านมา

โดยได้วิเคราะห์ว่ามีสาเหตุหลักจากการที่เครื่องยนต์เรือไม่สามารถต้านทานต่อการหมุนของกระแสน้ำแรงดันสูงในแม่น้ำได้ ประกอบกับข้อจำกัดเชิงประสบการณ์ในการบังคับเรือที่ต้องอาศัยความรอบรู้เรื่องระบบนิเวศ และการเตรียมพร้อมต่อเหตุฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพในการเดินเรือได้ทุกเมื่อร่วมด้วย

จึงได้นำไปสู่การวิจัยเพื่อออกแบบการเดินเรือแบบ “ไม่เป็นเชิงเส้น” (Nonlinear) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์การเดินเรือร่วมกับประสบการณ์จริงที่ต้องอาศัยการร่วมวางแผนระหว่างผู้บังคับเรือและทีมบังคับการบนฝั่งเพื่อการแก้ไขปัญหาตามสภาพจริง ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการ “แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” ซึ่งมีความจำเป็นสูงสุด แต่เป็น “จุดบกพร่อง” ที่มักพบจากการเดินเรือแบบ “ที่เป็นเชิงเส้น” (Linear) โดยเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “AIP (American Institute of Physics) Conference Proceedings” สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้

สู่การต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาการเดินเรือจากแม่น้ำ สู่มหาสมุทร ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งด้วยสภาพเส้นทาง และภูมิอากาศ ซึ่งต่อมาได้ยกระดับการวิจัยสู่ “Global Landscape” ผ่านความร่วมมือประสานพลัง (Synergy) กับ “มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บิน” (HEU – Harbin Engineering University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทางด้านวิศวกรรมศาสตร์นาวี จาก มณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาต่อยอดต่อไปในเชิงลึก

แม้ในมหาสมุทรจะประกอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาล และการเดินเรือจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือกฎการเดินเรือที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ความเสี่ยงอันใหญ่หลวงอยู่ที่สภาพอากาศที่อาจแปรปรวนได้ทุกเมื่อ ภายใต้ผิวน้ำที่ดูเรียบนิ่งอาจซ่อนไว้ด้วยคลื่นลมที่แปรปรวนจากการพัดพาของกระแสใต้น้ำ จึงจำเป็นจะต้องควบคุมเรือตามลักษณะของระบบนิเวศ (ความสูง – ต่ำ) ของร่องน้ำ

เช่นเดียวกับสภาพภายใน “อุโมงค์น้ำ” หากปลายอุโมงค์ยิ่งตีบลง พบว่ายิ่งทำให้น้ำที่ไหลออกมายิ่งแรง เมื่อนำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการเดินเรือพบว่า ร่องน้ำในมหาสมุทรที่ยิ่งลึก จะยิ่งมีกระแสน้ำที่เบากว่า ทำให้สามารถ “ควบคุมการเดินเรือ” ได้มากกว่า

การออกแบบการเดินเรืออย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยลดวินาศภัยที่จะนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้ว น้ำมันที่รั่วไหลจากเหตุเรือล่มยังกลายเป็น “ปัญหาใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทร” ที่ยากต่อการกำจัดให้หมดสิ้น

ด้วยการใช้ทักษะและเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดได้ทั้งเชื้อเพลิง เวลาในการเดินเรือ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รวมทั้งยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้จากงานวิจัยยังได้เรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมเฝ้าระวังเพื่อการวางแผนเดินเรือที่ไม่ประมาท ด้วยข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งการเดินเรือที่ปลอดภัยควรงดเว้นในช่วงหน้าฝน พร้อมหมั่นตรวจเช็คเครื่องยนต์ ตลอดจนการจัดวางอุปกรณ์ชูชีพให้ครบพร้อม รวมทั้งควรฝึกลูกเรือให้ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และติวเข้ม “ทักษะการกู้ภัย” ให้พร้อม “ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้โดยสารให้รอดชีวิต” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ต่อไปอย่างทันท่วงที

มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมมอบองค์ความรู้ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน  และความมั่นคงแห่งมวลมนุษยชาติ