บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านระบบภูมิสารสนเทศแบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เร่งเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศ ผ่านธุรกิจ NOSTRA LOGISTICS (นอสตร้า โลจิสติกส์) ด้วยการยกระดับแพลตฟอร์ม NOSTRA LOGISTICS TMS จากระบบบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะ Transportation Management System (TMS) เดิม สู่ TMS Plus+ ขยายบทบาทงานที่เชื่อมโยงข้อมูลและทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร ลดต้นทุนทรัพยากรงานขนส่งได้มากถึง 15%หนุน SME จนถึง Enterprise ด้วยราคาเริ่มต้นตามการใช้งานของธุรกิจฝ่าความท้าทายของตลาดน้ำมัน เศรษฐกิจ แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว เปิดตัวสู่ตลาดรองรับการใช้งานจริงแล้ว
ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันการขนส่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงงานปฏิบัติการที่สนับสนุนโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทของเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจและซัพพลายเชน ทั้งในมิติการตัดสินใจ การควบคุมต้นทุน และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการมองเห็นธุรกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง การผลักดันTMS Plus+ สู่ตลาด จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมกลุ่มรถ ไปสู่แพลตฟอร์มการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนบทบาทของเทคโนโลยีจากส่วนสนับสนุน สู่กลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้บริบทการแข่งขันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแรงกดดัน และความไม่แน่นอนรอบด้าน โดย World Economy Forum (WEF) ระบุว่า 74% ขององค์กรชั้นนำทั่วโลกเพิ่มการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการรับมือความแปรปรวน และปรับตัวทางธุรกิจ จากปัจจัยด้านกฎระเบียบการค้าที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่ส่งผลโดยตรงต่องบประมาณด้านโลจิสติกส์ เกิดความจำเป็นในการบริหารค่าใช้จ่ายหลายปัจจัยพร้อมกัน โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการขาดการเชื่อมโยงทุกกระบวนการของซัพพลายเชนให้ทำงานร่วมกันแบบ IT Ecosystem จึงทำให้ไม่เห็นภาพรวม นำไปสู่ข้อจำกัดและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจตามมา ดังนั้นการพลิกโฉมครั้งนี้จึงถือเป็นการต่อยอดสู่โซลูชันที่ประสานข้อมูลทั้งซัพพลายเชน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ผันผวน
ด้วยเหตุนี้ NOSTRA LOGISTICS จึงเดินหน้าพลิกโฉมการดำเนินงาน โดยเสริมศักยภาพให้ TMS Plus+ พร้อมเชื่อมต่อทุกกระบวนการในซัพพลายเชน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วน และช่วยให้องค์กรมองเห็นการดำเนินงานในภาพรวมได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการต้นทุนแบบครบวงจร อันเป็นพื้นฐานสำคัญของของการตัดสินใจในสภาวะที่ไม่แน่นอน และตอบสนองการทำงานแบบ Multi-party Network ครอบคลุมหลายฝ่ายในกระบวนการเดียว ก้าวสู่การบริหารงานแบบเรียลไทม์ เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่จับต้องได้หลายมิติ ได้แก่

“โซลูชันด้านโลจิสติกส์ในระยะถัดไปต้องสร้างความคุ้มค่าเชิงธุรกิจได้จริง โดยไม่ใช่มุ่งเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรกำกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีระบบ และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง บนความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกแพ็กเกจตามรูปแบบของการใช้งานของแต่ละธุรกิจ และปรับเพิ่ม–ลดขนาดได้ รองรับตั้งแต่ธุรกิจ SME จนถึงระดับ Enterprise ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีแปลงเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” ดร ธนพร กล่าว