เปิดหวูด! เดินรถปฐมฤกษ์ “แหลมฉบัง-หนองคาย” ดึงเอกชนเช่าหัวรถจักร ลุยประเมินต้นทุน ดันระบบไฟฟ้าหั่นค่าขนส่ง 30% กางไทม์ไลน์ขยายทางคู่ครอบคลุมทั่วประเทศปี 2576 ยกระดับสัดส่วนขนส่งทางรางจาก 2% สู่ 7% ปลดล็อกศักยภาพใหม่เพื่อการเติบโต ดันไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดทดลองการเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ณ ลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟฝั่งซี (Port C) ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันนี้ (18 ก.ย. 2568) ว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของ ประเทศไทย ที่กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
นอกจากนี้ ยังมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดทดลองการเดินรถโครงการต้นแบบฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนนโยบาย ปลดล็อคศักยภาพใหม่เพื่อการเติบโต เพื่อเพิ่มศักยภาพรูปแบบการขนส่งจากทางถนนมาสู่การขนส่งทางราง นำของระบบรางมาใช้สนับสนุนภาคการผลิต การค้า และการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการทดลองเดินรถครั้งนี้ เป็นโมเดลรูปแบบการร่วมมือกันอย่างแท้จริง โดยใช้รถจักรของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับแคร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขนส่งยางพาราของบริษัท ศรีตรัง โลจิสติกส์ จำกัด ในเส้นทางยุทธศาสตร์ ท่าเรือแหลมฉบัง – หนองคาย – ท่าเรือแหลมฉบัง ขบวนดังกล่าว สามารถลากจูงได้เต็มศักยภาพถึง 24 แคร่ หรือคิดเป็น 48 TEU เพื่อเป้าหมายในการเชื่อมโยงโครงข่ายการค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศจีนตอนใต้ผ่าน สปป.ลาว โดยมีการทดสอบกระบวนการขนส่งตลอดเส้นทาง เพื่อเก็บข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงตลอดห่วงโซ่ (Access Charge, Locomotive Charge, ค่าเชื้อเพลิง, ค่าดำเนินการยกขน) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และเปรียบเทียบกับต้นทุนการขนส่งทางถนน ทั้งในมิติของราคา ระยะเวลา และความแน่นอน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคมคือการทำให้การขนส่งทางรางเป็นทางเลือกที่แข่งขันได้ มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งสู่การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้หัวรถจักรไฟฟ้า พร้อมพลิกโฉมให้ระบบรางเป็นเส้นทางขนส่งหลัก ของประเทศ และให้การขนส่งทางถนนทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมยังเร่งขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโต โดยโครงการรถไฟทางคู่ภาคอีสานคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ไม่เกินปี 2570 และจะครบทุกเส้นทางในปี 2576 ขณะที่เส้นทางสายใต้จากชุมพรถึงสุไหงโก-ลก มีกำหนดแล้วเสร็จไม่เกินปี 2573 นอกจากนี้ยังมีแผนระยะยาวในการพัฒนารระบบโลจิติกส์ให้เชื่อมต่อมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมถึงการศึกษาเส้นทางฝั่งอันดามันเชื่อมสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่ตั้งอยู่กึ่งกลางทวีปเอเชีย และมีความเสี่ยงจากพายุภัยธรรมชาติต่ำ เพื่อดันไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในทุกมิติ

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า การทดลองวิ่ง 1 เที่ยวไป-กลับดังกล่าว เป็นโครงการทดลองนำร่องเพื่อจัดเก็บข้อมูลตัวเลขค่าใช้จ่ายจริง ทั้งค่าน้ำมันและค่าใช้ทาง เพื่อนำมาประเมินต้นทุน ประสิทธิภาพ และทบทวนเงื่อนไขการกำหนดอัตราค่าบริการ ก่อนจะเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้ามาเช่าใช้รางของการรถไฟฯ ในระบบ Open Access ในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนของผู้ประกอบการแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ค่าบริการการใช้รางให้แก่ รฟท. อีกด้วย
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน รฟท. มีหัวรถจักรในระบบประมาณ 200 หัว ใช้งานได้จริงประมาณ 120 คัน และมีสภาพเก่าใช้งานเกิน 40 ปี ประมาณ 60 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างแผนจัดหามาทดแทนประมาณ 50-60 หัว ส่วนปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจะเน้นอาศัยการร่วมเดินรถของภาคเอกชนเป็นหลัก สำหรับแผนงานสำคัญในระยะต่อไป นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันขบวนรถยังใช้หัวรถจักรดีเซล แต่มีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนและปรับปรุงหัวรถจักรดีเซลเก่าที่มีอยู่ประมาณ 200 หัว ให้กลายเป็นระบบหัวลากไฟฟ้า (EV) โดย รฟท. อยู่ระหว่างการหารือและทดลองร่วมกับบริษัท TPIPL รวมถึงเตรียมประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการขยายสายส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบราง นำร่องในเส้นทางแหลมฉบัง–หนองคาย เป็นเส้นทางแรก

ทั้งนี้ หากยังใช้หัวรถจักรดีเซลจะสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งได้ประมาณ 10% แต่หากพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้าได้สำเร็จ จะสามารถลดค่าขนส่งลงได้สูงสุดถึง 20% ถึง 30% ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ภาพรวมของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การขนส่งสีเขียว (Green Logistics) และตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. กล่าวว่า การขนส่งทางรางยังจำเป็นต้องมีระบบฟีดเดอร์ โดยใช้รถยนต์ในการขนย้ายสินค้าจากโรงงานเข้าสู่สถานีราง ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งทางถนนสูงถึง 80% ขณะที่ทางรางของไทยอยู่ที่เพียงประมาณ 2% โดยมุ่งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 7% ให้ได้ตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี แม้การขนส่งทางรางระยะยาวจะมีต้นทุนถูกกว่าทางถนนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นประมาณ 1 บาทต่อตัน-กิโลเมตร แต่ยังมีต้นทุนช่วงต้นทางและปลายทาง (First/Last Mile) ที่ต้องทำการทดสอบเพื่อทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อไป
