“พิพัฒน์–สรรเพชญ” ลุยกระบี่ เร่งโครงข่ายคมนาคมบก–น้ำ–อากาศ ปักหมุด “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เตรียมลงนามก่อสร้าง 31 ส.ค.นี้ คาดเปิดใช้ปี 2572 รองรับกว่า 1 หมื่นคันต่อวัน ลดข้อจำกัดแพขนานยนต์ เชื่อมเกาะลันตาสู่แผ่นดินใหญ่ หนุนการเดินทาง ขนส่งสินค้า และท่องเที่ยว
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ประชุมติดตามการดำเนินงานและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของหน่วยงานในสังกัด ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากจังหวัดและผู้แทนประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาบูรณาการเป็นแผนพัฒนาโครงข่ายการเดินทางของจังหวัดกระบี่ในระยะต่อไป

โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า(จท.) นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยผู้แทนกรมทางหลวง (ทล.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และภาคส่วนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า แต่ภาคเศรษฐกิจที่มีโอกาสเติบโตและสร้างรายได้ให้จังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ การพัฒนากระบี่จะต้องมองเป็นโครงข่ายเดียวกัน ตั้งแต่สนามบิน ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ท่าเรือ ไปจนถึงการเชื่อมต่อหมู่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยได้กำชับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทให้ดูแลและพัฒนาถนนสายหลักและสายรองเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว พร้อมประสานแผนงานของหน่วยงาน ให้บูรณาการกัน เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมสามารถต่อยอดเศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

หนึ่งในโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและทุกฝ่ายในพื้นที่ร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังเข้าสู่หมุดหมายสำคัญ โดยกรมทางหลวงชนบทเตรียมลงนามสัญญาก่อสร้างในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2572
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาแพขนานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลา ความสะดวกในการเดินทาง การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลที่มีปริมาณรถจำนวนมาก
สะพานมีจุดเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 4206 ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ตำบลเกาะกลาง ข้ามคลองช่องลัดไปเชื่อมกับทางหลวงชนบทสาย กบ.5035 บนเกาะลันตาน้อย มีความยาวสะพานประมาณ 1,780 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อประมาณ 747 เมตร รวมระยะทางโครงการประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นถนน 2 ช่องจราจร โดยช่วงสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานขึง ผสมผสานกับสะพานคานยื่นสมดุล และออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมโดยนำอัตลักษณ์ “เสากระโดงเรือสำเภา” และ “กระบี่ไขว้” มาประยุกต์ เพื่อให้สะพานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของจังหวัดกระบี่

โครงการมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานจะช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้แพขนานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแน่นอนในการเดินทาง และรองรับการเดินทางได้มากกว่า 10,000 คันต่อวัน พร้อมยกระดับความปลอดภัย การขนส่งสินค้า การแพทย์ฉุกเฉิน และการอพยพประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติและจากนี้เราต้องช่วยกันกำกับให้การก่อสร้างเดินหน้าตามแผน มีคุณภาพ และปลอดภัย เพื่อให้สะพานแห่งนี้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด
ด้าน ประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ได้กล่าวขอบคุณนายพิพัฒน์และกระทรวงคมนาคมที่ร่วมผลักดันโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดกระบี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้พื้นที่อย่างชัดเจน และเชื่อว่าหากโครงการสำคัญต่าง ๆ เดินหน้าต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับกระบี่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงขึ้น กระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่

อีกทั้งได้เสนอให้จังหวัดและภาคการท่องเที่ยวร่วมกันต่อยอดแนวคิด “คลองท่อมเมืองสปา” ซึ่งเคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอำเภอคลองท่อมมีศักยภาพจากทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งน้ำพุร้อนเค็ม น้ำตกร้อน สระมรกต ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางสำคัญคือการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางเดียวกัน พัฒนาบริการสุขภาพ สปา และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว กระจายรายได้จากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักไปยังชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น