SKF ประเทศไทย ชูศักยภาพระดับภูมิภาค เปิด Regional Warehouse แห่งใหม่ เสริมแกร่งซัพพลายเชนเอเชีย–แปซิฟิก รองรับการเติบโตแบบ Double Digit
SKF ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตตลับลูกปืนจากประเทศสวีเดน เดินหน้าขยายศักยภาพการดำเนินงานในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ด้วยการเปิด Regional Warehouse แห่งใหม่ ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวแบบก้าวกระโดด เพื่อมุ่งสู่การเป็นฮับแถวหน้าของภูมิภาค
การเปิดคลังสินค้าระดับภูมิภาคแห่งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมของ SKF ประเทศไทย ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ผ่านการดำเนินงานภายใต้โครงการ Tripod ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ ครอบคลุม 3 กลุ่มประเทศ ได้แก่ 1) สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 2) ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ และ 3) ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในภูมิภาคโอเชียเนีย
โดย Regional Warehouse แห่งใหม่ของ SKF ประเทศไทย ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,102 ตารางเมตร รองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 9 ล้าน TEU สามารถจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มตลับลูกปืนและโซลูชันอุตสาหกรรมของ SKF มากกว่า 5,100 SKU

นอกจากนี้ ภายในคลังสินค้ายังได้รับการออกแบบให้รองรับการจัดเก็บสินค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบชั้นวางสินค้า (Racking System) ระบบจัดเก็บในช่องเก็บสินค้า (BIN Storage) และระบบจัดเก็บสินค้าแบบกองรวม (Bulk Storage) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคลังสินค้าและการกระจายสินค้า พร้อมติดตั้งระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System: WMS) ที่ช่วยควบคุมและติดตามการจัดเก็บ เคลื่อนย้ายสต็อกสินค้า รวมถึงการกระจายสินค้าและติดตามสถานะการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังมีกระบวนการปฏิบัติงานด้านคลังสินค้าและโลจิสติกส์แบบครบวงจร ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การประมวลผลคำสั่งซื้อ การหยิบและบรรจุสินค้า การจัดส่ง การบริหารสินค้าคงคลังและพิธีการศุลกากร บริการเสริมด้านโลจิสติกส์ (VAS) ไปจนถึงการจัดการสินค้าคืน อีกด้วย

นายทวิวัชร์ เรืองปัญญาโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เค เอฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิด Regional Warehouse แห่งใหม่นับเป็นก้าวสำคัญของ SKF ประเทศไทย ในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้า ทั้งในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ลดระยะเวลาการส่งมอบ และยกระดับประสบการณ์การให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาค ด้วยการมุ่งสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าได้เฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บสินค้าจะเพิ่มขึ้นราว 10% ต่อปี”
ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินงาน ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้มีปริมาณงานขาเข้ามากกว่า 400,000 ชิ้น/กล่อง และปริมาณงานขาออกมากกว่า 183,000 ชิ้น/กล่อง โดยกระจายสินค้าไปยังประเทศไทย 75% เวียดนาม 20% และฟิลิปปินส์ 5% ผ่านการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเล พร้อมสนับสนุนธุรกิจ SKF ในภูมิภาคให้มีการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม
“นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานในการขนส่งแล้ว เรายังยึดมั่นในการดำเนินงานตามนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเคร่งครัด โดยคลังสินค้าแห่งนี้ได้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายและรถลากจูงพลังงานไฟฟ้า 100% หรือ Prime Mover EV ในการบริหารจัดการและเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งหมดภายในและรอบบริเวณคลังสินค้า ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในครั้งนี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 30,000 กิโลกรัมต่อปี ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในการผสานธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายทวิวัชร์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต SKF ประเทศไทย เตรียมยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการสู่ระดับสากลด้วยการเดินหน้าขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียว หรือ LEED Certification (LEED v4) ภายในปี 2570 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาตัวอาคารคลังสินค้าให้มีการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตอกย้ำความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนสอดรับกับกลยุทธ์และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ของกลุ่มบริษัท SKF ทั่วโลก
การเปิด Regional Warehouse แห่งใหม่ในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนบทบาทของ SKF ที่เป็นมากกว่าผู้นำระดับโลกด้านการผลิตตลับลูกปืน แต่ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันอุตสาหกรรมระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ที่พร้อมรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการค้าในอนาคต ผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน