‘คมนาคม’ เปิดผลสอบ 2 เหตุเครนถล่ม ด้าน รฟท. ชงบอร์ดยกเลิกสัญญา 29 ม.ค.นี้ – สั่ง ทล. ปิดพระราม 2 ช่วงก่อสร้าง 100%
“พิพัฒน์” ย้ำชัด! ไม่ละเว้น-ใครผิดต้องรับผิด พร้อมเปิดผลสอบ 2 เหตุสลด ด้าน รฟท.เตรียมชงบอร์ด 29 ม.ค.นี้ จ่อบอกเลิกสัญญา-แบล็กลิสต์ผู้รับเหมา หลังตรวจพบไม่แจ้งปิดทางตอนก่อสร้าง-ขาดเอกสารความปลอดภัย ส่วน M82 ชี้เสี่ยงเชิงโครงสร้าง เลื่อนเปิดให้บริการ-สั่งปิดจราจร 100% รื้อถอนสะพาน-นั่งร้านภายใน 60 วัน พ่วงติดเซนเซอร์ Real-time เปลี่ยนทีมทำงาน LG ใหม่ ดึง วสท. คุมงานอิสระ จี้หากงานล่าช้าเจอค่าปรับวันละ 4.7 ล้าน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โครกกรวด รวมถึงความคืบหน้ากรณีคานปูนและเครนก่อสร้างทางหลวงพิเศษ หมายเลข 82 (M82) สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 วันนี้ (23 ม.ค. 2569) ว่า จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง 2 กรณีดังกล่าว พร้อมทั้งยกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD โดยได้แต่งตั้งนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ รายงานว่า กรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โครกกรวด ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการสอบสวนช้อเท็จจริง ได้ข้อสรุปว่า สาเหตุหลักเกิดจากความผิดพลาดของผู้รับเหมา คือ ITD ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนในการปิดทางตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่มีการแจ้งสถานีรถไฟ เพื่อระงับการเดินรถก่อนวิ่งผ่านในพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลให้เครนหรือ Launcher Gantry (LG) เคลื่อนตัวขณะขบวนรถไฟวิ่งผ่านและหล่นลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องดำเนินการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา โดยรักษาการผู้ว่าการ รฟท. จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. พิจารณาตัดสินใจในวันที่ 29 ม.ค. 2569 นี้ โดยเชื่อว่า นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานบอร์ด รฟท. ทราบเจตนารมณ์จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ดุลยพินิจของบอร์ดว่าจะตัดสินใจอย่างไร ขณะที่การขึ้นบัญชีดำ (แบล็คลิสต์) หรือลดระดับชั้นกับผู้รับเหมานั้น รฟท. จะต้องทำเรื่องแจ้งไปยังกรมบัญชีกลาง ในฐานะผู้กำกับดูแล เพื่อพิจารณาในเรื่องนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 หล่นทับรถยนต์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไซต์งานหยุดการทำงานแล้ว ทำให้ในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สาเหตุเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์ ความประมาท หรืออย่างไร โดยจะต้องรอผลการสืบสวนทางนิติวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนจะพิจารณายกเลิกสัญญาต่อไป
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมทางหลวง (ทล.) กำหนดมาตรการปิดการจราจรในบริเวณพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง 100% จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทาง พร้อมแนะนำให้ประชาชนวางแผนการเดินทางและใช้เส้นทางเลี่ยง อาทิ มอเตอร์เวย์ M81 ถนนบรมราชชนนี และถนนเพชรเกษม ทั้งนี้ การปิดการจราจร 100% นั้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่สัญจร รวมถึงทำให้การก่อสร้างมีระยะเวลาเพิ่มขึ้น และอาจทำให้การก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ ถือเป็นนโยบายที่ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม จะต้องนำไปปฏิบัติตามทั้งหมด
ผมยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะต้องดำเนินการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา โดยเฉพาะกรณีของการรถไฟฯ ที่ผู้รับเหมาได้กระทำตามสัญญา ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์ของทั้ง 2 โครงการนั้น ไม่ว่าเหตุเกิดจากใครก็แล้วแต่ จะเกิดจากคน หรืออุปกรณ์ หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ต้องมีผู้รับผิดชอบ และรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า เราจะไม่ใส่ความให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ส่วนถ้ายกเลิกสัญญาแล้ว ใครจะสร้างต่อนั้น เราจะหารือกัน ซึ่งโครงการต้องเดินหน้าต่อให้โครงการแล้วเสร็จ” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้านนายจิระพงศ์ ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีของ รฟท. โดยได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า วัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้งฐานดังกล่าว ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ฐานรองรับด้านหน้า เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่า สาเหตุเกิดจาก การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครนขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ฐานรองรับด้านหน้าล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ซึ่งระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว
ส่วนกรณีถนนพระราม 2 (M82) ของ ทล. จากการตรวจสอบ พบว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบ ที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้า ต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้าของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ และระบบยึดรั้งของเครน รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง

ขณะที่นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี ทล. กล่าวว่า ทล. จะปิดการจราจร 100% บนถนนพระราม 2 ในบริเวณพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง และต้องใช้ LG เป็นระยะเวลาประมาณ 60 วัน เพื่อดำเนินการรื้อถอนสะพาน 2 ช่วงที่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากการกระแทกของเครน และเร่งรื้อถอนนั่งร้านบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเครน LG ต้องมีการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเปลี่ยนชุดผู้ดำเนินงานเครน LG ทันที โดยให้ยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม (ITD) ในส่วนนี้ และให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทน
นอกจากนี้ จะเชิญวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานโดยอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ยง และเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบ อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดให้บริการล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในเดือน เม.ย. 2569 ส่วนทางขึ้นลงเดิมจะเปิดให้บริการ มิ.ย. 2569 ทั้งนี้ ยืนยันว่าการสั่งหยุดงาน คือ มาตรการลงโทษรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากจะทำให้ผู้รับเหมา เหลือเวลาทำงานน้อยลงและไม่มีสิทธิ์ขอชดเชยเวลาเพิ่ม เพราะเป็นความผิดของผู้รับจ้างเอง หากงานไม่เสร็จตามสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2569 จะถูกปรับสัญญานี้ในอัตราสูงสุด วันละประมาณ 4.7 ล้านบาท คิดจาก 0.25% ของวงเงินสัญญา 1,800 ล้านบาท ด้านการยกเลิกสัญญา ทล. ได้ตั้งคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ทล., สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายและเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาไว้รอผลสรุปสาเหตุหากผลสอบชี้ชัดว่าผิดเงื่อนไขและสิทธิ์ในการบอกเลิกสัญญามีระบุไว้ชัดเจนจะดำเนินการต่อไป

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท. ได้เชิญผู้รับจ้าง และผู้ควบคุมงานมาสอบปากคำในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งได้สรุปสาเหตุของการเกิดเหตุเป็น 2 ประเด็นคือ 1.ไม่มีกระบวนการปิดทาง ผู้รับจ้างไม่แจ้งมายังสถานีรถไฟในระหว่างที่มีการก่อสร้างเคลื่อนตัวของเครน และ 2.วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเครนเป็นเครื่องมือสำหรับก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างต้องส่งเอกสารแจ้งรายละเอียด การทดสอบ และการบำรุงรักษา ยืนยันความพร้อมการใช้งานเป็นรอบประจำปี มายัง รฟท. ซึ่งครบรอบเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 แต่พบว่า ยังไม่มีการส่งเอกสารยืนยันดังกล่าวมายัง รฟท. อย่างไรก็ตาม ได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นให้กับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ของกระทรวงคมนาคมแล้ว และให้พิจารณาสรุปผลสอบข้อเท็จจริงต่อไป สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างสัญญา 3-4 ขณะที่อยู่ที่ 99.5% เหลืองานวางสแปนอีก 18 ตัว ระยะทางประมาณ 900 เมตร
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะที่ความคืบหน้าสมุดพากเอาผิดผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการเรื่องนี้มา 3 ปี แล้ว โดยล่าสุดมีการออกกฎกระทรวงแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างกรมบัญชีกลางดำเนินการในเรื่องระเบียบให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมเตรียมทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลางถึงการพิจารณาบทลงโทษสูงสุดหากเกิดเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะโครงการในปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและโครงการที่จะมีการประมูลงานในอนาคต โดยจะระบุลงในเอกสารประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้รับเหมาต้องดำเนินการก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงการพิจารณาให้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย
