“สิริพงศ์” ลงพื้นที่ปทุมฯ เร่งแก้จราจร–ไฟส่องสว่าง เพิ่ม Feeder เชื่อมสายสีแดง

“สิริพงศ์” นำทีมคมนาคมลงพื้นที่ปทุมธานี ติดตามความคืบหน้าขยายถนนและแก้ปัญหาจราจร พร้อมเร่งปรับปรุงไฟส่องสว่าง ปรับเส้นทางรถเมล์ และเพิ่ม Feeder เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง หวังยกระดับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธนชัย สินธุไพร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคม นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเสกสม อัครพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางต่างระดับบริเวณจุดตัดระหว่างถนนทางหลวงชนบท สาย ปท. 4001 กับทางหลวงหมายเลข 352 และรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหา อุปสรรค จากนายพิษณุ พลธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นางสาวพรพิมล ธรรมสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ว่า กระทรวงคมนาคมวางเป้าหมายพัฒนาจังหวัดปทุมธานีให้เป็น “Satellite Town” หรือเมืองที่รองรับการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน แม้ปัจจุบันจะมีระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงให้บริการแล้ว แต่ยังต้องเร่งเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุม โดยเน้นย้ำการปรับเปลี่ยนแนวทางจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มาเป็นการวางระบบในภาพรวมอย่างยั่งยืนตามแผนงบประมาณที่เหมาะสม

จากการลงพื้นที่ได้เห็นความก้าวหน้าของหลายหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงต่าง ๆ อาทิ บริเวณสะพานกลับรถใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้นำข้อเสนอจากการลงพื้นที่ไปกำหนดเป็นนโยบายเชิงรุกเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ใต้ทางยกระดับและทางโค้งวนลง โดยกำชับให้ดำเนินการเทคอนกรีตทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาพื้นที่รกร้าง หญ้าขึ้นสูง และการนำขยะหรือศาลพระภูมิเก่ามาทิ้ง จนกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมในลักษณะเดียวกับหลายพื้นที่ในเขตปริมณฑล

ขณะเดียวกันได้เร่งรัด กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ในการแก้ไขปัญหาจราจรหนาแน่นและลดอุบัติเหตุ บริเวณจุดตัดบนถนน ทช. สาย ปท.4001 กับ ทล. 352 รวมระยะทางกว่า 4.8 กม. โดยก่อสร้างสะพานข้ามจุดตัดความยาว 380 เมตร (2 ช่องจราจร) และงานขยายผิวจราจรสะพานข้ามคลอง 7 เดิม และงานขยายผิวจราจรสะพานข้ามคลองแอลระหว่างคลอง 6 และคลอง7 จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร พร้อมทั้งขยายความกว้างผิวจราจร ทช. ปท.4001 จาก 8 เมตร เป็น 12 เมตร

นอกจากนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 352 จาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร ระยะทาง 13.5 กม. และการขยายทางหลวงหมายเลข 3312 จาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร ระยะทาง 20.35 กม. พร้อมนำระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Link) มาใช้บริเวณแยกนิมิตรใหม่และแยกตัด ปท.3004 รวมถึงการแก้ไขจุดเสี่ยงบน ทล.3214 บริเวณประตูทางออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ประตูรังสิต 1 และ 2) โดยปรับปรุงช่องจราจร ก่อสร้างสะพานกลับรถจักรยานยนต์พร้อมทางคนเดินข้าม และติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณประตูเชียงราก 1 และประตูรังสิต 2

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเพิ่มเติม ได้มอบหมายให้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมกับเทศบาล ศึกษาแนวทางการปรับเส้นทางและตารางเวลาเดินรถโดยสารประจำทาง ให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน และจัดทำระบบรถเชื่อมต่อ (Feeder) แก้ไขจุดอับการเดินทางที่ไม่ครอบคลุม เพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับการเติบโตและประชากรที่จะเพิ่มขึ้น จากการขยายโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดดำเนินงานตามแผนงานอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาระบบขนส่งและโครงข่ายคมนาคมในจังหวัดปทุมธานีมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด