ทย. MOU ‘กรมธนารักษ์‘ มอบอำนาจบริหารที่ราชพัสดุสนามบินภูมิภาค หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-กระจายรายได้สู่ชุมชน

“คมนาคม“ ผนึกกำลัง ก.คลัง ปลดล็อกบริหารทรัพย์สินภาครัฐ มอบอำนาจ ”กรมท่าอากาศยาน“ บริหารที่ราชพัสดุสนามบินภูมิภาคครบวงจร เพิ่มทางเลือกสินค้าและบริการ กระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค

วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อทด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกรมธนารักษ์ (ธร.) กับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการงานรัฐ ขยายกรอบเวลาให้มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ที่จะได้รับการบริการที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสนามบินภูมิภาคในสังกัดกรมท่าอากาศยานจะสามารถดึงแบรนด์สินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เข้ามาให้บริการได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ชุมชนมีพื้นที่หมุนเวียนสำหรับสินค้าวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัด ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้โดยสารจะได้สินค้าและบริการคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล และเพิ่มทางเลือก รวมถึงโอกาสในการรองรับการเดินทางทางอากาศในธุรกิจใหม่อย่างการให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane)ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับการมอบอำนาจครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวทางใหม่ในการบริหารทรัพย์สินของรัฐ ทำให้ ทย. มีความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และยกระดับบริการสนามบินภูมิภาค รองรับการเติบโตของการเดินทางและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นไปตามเป้าหมายในการผลักดัน ให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดี ทย. กล่าวว่า กรอบอำนาจใหม่ของ  ทย. คือ การลงนามสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในอาคารเช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้านค้าปลอดภาษีสูงสุด 15 ปี) พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 20 ปี และเกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 30 ปี มีอำนาจบริหารสัญญาและดำเนินคดีได้ทั้งคดีแพ่ง อาญา และปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ทย. จะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น การเพิ่มร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ รวมถึงการจัดพื้นที่หมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สนามบินเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการสร้างรายได้ในจังหวัดต่อไป

ขณะที่นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุมีภารกิจสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยมียุทธศาสตร์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ผ่านกลยุทธ์ VALUE เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน สำหรับการจัดทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการตามกลยุทธ์ VALUE
ของกรมธนารักษ์ และเป็นการปรับกลไกการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานในปัจจุบัน โดยการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายที่ราชพัสดุ หลักธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน โดยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคม และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมกันผลักดันความร่วมมือครั้งนี้ให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป