‘สิริพงศ์‘ มอบนโยบายยกเครื่อง ขสมก. เล็งปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ ชัดเจนใน 2 เดือน ผุดแผนจัดหารถ EV เพิ่ม 700 คัน มูลค่า 7.1 พันล้าน ทดแทน NGV
“สิริพงศ์” มอบนโยบายยกเครื่อง ขสมก. สั่งหารายได้-ลดรายจ่าย ลุยรีรูทเส้นทางใหม่ สอดคล้องพฤติกรรมการเดินทางผู้โดยสาร รองรับรถเมล์ EV 1,520 คัน เชื่อมต่อล้อ-ราง-เรือ ขีดเส้นชัดเจนภายใน 2 เดือน ผุดแผนจัดหารถใหม่แทน NGV รวม 700 คัน มูลค่า 7.1 พันล้าน พร้อมเดินหน้าลดขาดทุนปีละ 8,000 ล้าน ตั้งธงเริ่มเห็นผลในปีหน้า
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วันนี้ (29 เม.ย. 2569) ว่า ขสมก.เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลการขนส่งมวลชนของประชาชนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 500,000 คน แต่ที่ผ่านมา ขสมก. ประสบปัญหาการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านการควบคุมอัตราค่าโดยสาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้โดยสาร และความนิยมของเส้นทางที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ จึงมีแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหา คือ การปรับปรุงเส้นทางเดินรถใหม่ (รีรูท) ให้สอดคล้องกับความต้องการในการใช้บริการของประชาชนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ขสมก. ได้รับสัมปทานการเดินรถจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จำนวน 107 เส้นทาง จากทั้งหมด 269 เส้นทาง และวิ่งให้บริการในเส้นทางชั่วคราว จำนวน 16 เส้นทาง แต่พบว่า ในบางเส้นทางมีผู้ใช้บริการหนาแน่น ขณะที่บางเส้นทางมีผู้ใช้บริการน้อย จึงจำเป็นต้องปรับเส้นทางใหม่ให้เหมาะสม
โดยหลังจากนี้ ขสมก. จะต้องไปหารือร่วมกับ ขบ. ถึงแนวทางการรีรูทเส้นทางใหม่ดังกล่าว พร้อมทั้งพิจารณาฐานข้อมูลของประชาชน, คาดการณ์จำนวนผู้โดยสาร, จุดชาร์จรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) รวมถึงเชื่อมต่อล้อ-ราง-เรือ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน ซึ่งมีกำหนดทยอยส่งมอบภายใน มี.ค. 2570 อย่างไรก็ตาม ขสมก. จะต้องสรุปแนวทางที่ชัดเจนภายใน 2 เดือน

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำให้ ขสมก. เร่งพัฒนาคุณภาพการให้บริการ รวมทั้งดูแลพฤติกรรมพนักงานขับรถให้ได้มาตรฐานสากล การยกระดับทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อคเป็นระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน ได้ให้แนวทางในการพัฒนาระบบข้อมูลผู้โดยสารแบบเรียลไทม์ ให้สามารถตรวจสอบเวลาการมาถึงของรถ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าแทนการใช้ตารางเวลาแบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจราจรในปัจจุบัน และยังมีแนวทางพัฒนาฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มนำทาง อาทิ Google และแอปพลิเคชันต่าง ๆ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะสามารถใช้ได้หลังจากการรับมอบรถ EV ใหม่
ขณะเดียวกัน ขสมก. ยังมีแผนทยอยปลดระวางรถโดยสารเชื้อเพลิง NGV ที่มีอายุการใช้งานกว่า 20 ปี และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงประมาณ 2,000 บาทต่อคันต่อวัน ดังนั้น ขสมก. จึงจัดทำแผนการจัดหารถเมล์ EV จำนวนประมาณ 700 คัน วงเงินประมาณ 7,100 ล้านบาท คาดว่า จะดำเนินการเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2570-2571 เพื่อมาทดแทนรถเมล์ NGV เนื่องจากในปัจจุบันต้นทุนการเดินรถ NGV ต่อกิโลเมตร (กม.) ถูกกว่ารถเมล์ใช้น้ำมันดีเซล กม. ละ 1 บาทเท่านั้น ด้านรถโดยสารเก่าที่ปลดระวาง จะมีการคัดแยกตามสภาพ หากยังสามารถใช้งานได้จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้บริการประชาชน ส่วนที่ไม่สามารถใช้งานได้จะจำหน่ายเป็นซากหรือดำเนินการตามระเบียบต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (28 เม.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ ขสมก. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 1 โครงการนั้น คือ โครงการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 800 คัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 8,139.9162 ล้านบาท เพื่อนำมาวิ่งให้บริการทดแทนรถเมล์เดิม (รถเมล์ปรับอากาศเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล) ที่ชำรุดทรุดโทรมและมีอายุการใช้งานมานานกว่า 30 ปี โดยการจัดหารถโดยวิธีการเช่า รวมค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา พร้อมระบบอัดประจุไฟฟ้า โดยยืนยันว่า รถที่จัดหาจะต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น ส่วนกรณีที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เสนอให้เช่ารถจำนวน 800 คันนั้น ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ต้องเปิดการแข่งขันตามระเบียบพัสดุ
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนฟื้นฟูองค์กร ปัจจุบัน ขสมก.มีภาระหนี้สะสมประมาณ 150,000 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อปีประมาณ 8,000 ล้านบาท จึงได้มอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สะสมที่สะสมมาหลายปี ได้แก่ การลดรายจ่ายผ่านการเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ EV ที่คาดว่า จะช่วยลดต้นทุนรายจ่ายลงได้ประมาณ 40-50% พร้อมทั้งการเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการขายสื่อโฆษณา และการสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการเพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร คาดว่า จะเริ่มเห็นผลการดำเนินงานขาดทุนลดลงในปี 2570 ส่วนค่าโดยสารว่า จะพยายามตรึงราคาให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไม่เกิน 10-20% ของค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเดินทาง เช่น เส้นทางระยะสั้นหรือการเชื่อมต่อหลายระบบ

ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. เตรียมจัดซื้อจัดจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งสถานีชาร์จรถเมล์ EV ที่ได้ออกแบบเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับการรับมอบรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน เบื้องต้นจะพัฒนา 12 อู่ แบ่งเป็นพื้นที่ของ ขสมก. และพื้นที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
ส่วนโครงการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 800 คัน ที่ผ่าน ครม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น อยู่ในขั้นตอนการจัดตั้งงบประมาณปี 2570 ซึ่งจะต้องรอความเห็นจากสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ หาก งบประมาณผ่านความเห็นชอบ ขสมก. จะเร่งจัดทำร่างเอกสารการประกวดราคา (ทีโออาร์) คาดว่า จะใช้ระยะเวลาในการประมูลไม่เกิน 3 เดือน และตั้งเป้าหมายจะลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลประมาณ ม.ค.-ก.พ. 2570 ก่อนจะทยอยรับมอบรถล็อตแรกภายใน 300 วัน
