‘พิพัฒน์’ มอบ 3 นโยบาย ’การรถไฟฯ‘ สั่งบริหารทรัพย์สินเคลียร์หนี้ 3 แสนล้าน-ลุยทางคู่เฟส 2-อัปเดตไฮสปีด 3 สนามบิน
“พิพัฒน์” มอบ 3 นโยบาย “การรถไฟฯ” สั่งเร่งก่อสร้าง-เร่งประมูล-ดันโครงการเข้า ครม. ลดค่าครองชีพประชาชน ชูรถไฟถูก-ปลอดภัย พร้อมปลดล็อกที่ดินทั่วประเทศจากใช้แค่ 1% เพิ่มเป็น 4% สร้างรายได้ล้างหนี้ 3 แสนล้าน วางแผนเปิดเอกชนใช้ราง พร้อมเดินหน้าทางคู่ 6 เส้นทาง เริ่ม 3 สายใต้ปี 69 ส่วนไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ย้ำชัด “กลุ่มซีพี” ต้องเดินตามสัญญาเดิม หากไม่ไหวเปิดทางยกเลิกสัญญา–เตรียมประมูลใหม่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วันนี้ (29 เม.ย. 2569) ว่า ได้มอบหมายให้การรถไฟฯ เดินหน้าแก้ปัญหาการเดินทางของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว เพื่อลดภาระค่าของชีพในการเดินทาง เนื่องจากการโดยสารด้วยลดรถไฟ มีค่าโดยสารถูกที่สุด รวมถึงมีความปลอดภัยกว่าการเดินทางรถยนต์ และทางน้ำ
ทั้งนี้ ได้มอบนโยบาย 3 เรื่อง ให้การรถไฟฯ ไปเร่งรัดดำเนินการ คือ 1.ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล Quick Win 1 โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างขอให้ช่วยดำเนินการด้วยความรวดเร็ว 2.เร่งรัดการประกวดราคาโครงการต่างๆ ให้เร็วที่สุด 3. เร่งเสนอโครงการฯ ที่มีความพร้อมดำเนินการของการรถไฟฯ มาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารการรถไฟฯ ดำเนินการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ที่สุด โดยปัจจุบัน การรถไฟฯ นำสินทรัพย์มาบริหารให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์เพียง 1% เท่านั้น แต่ถ้าหากสามารถใช้ประโยชน์ได้ถึง 4% โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น บริเวณหัวลำโพง สถานีกลางกรุงกรุงเทพอภิวัฒน์ มักกะสัน ย่านสถานีแม่น้ำ เป็นต้น จะทำให้การรถไฟฯ มีรายได้ และสามารถล้างหนี้สะสมที่ปัจจุบัน มีมูลค่าสูงถึงกว่า 3 แสนล้านบาทได้ โดยจะทำให้การรถไฟฯ มีผลการดำเนินงานถึงจุดคุ้มทุน และไม่ต้องเสนอขอรับการอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังได้กำชับให้การรถไฟฯ วางแผนการใช้ประโยชน์จากโครงการรถไฟทางคู่ ที่คาดว่า จะแล้วเสร็จและครบทั้งหมด ภายในไม่เกิน 6 ปีนับจากนี้ โดยพิจารณาเปิดโอกาสให้เอกชนมาเช่าใช้รางรถไฟในส่วนที่เหลือจากการใช้รางของการรถไฟฯ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน พบว่ามีเอกชนหลายรายให้ความสนใจ โดยหากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดข้างต้น จะทำให้การรถไฟฯ จากรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน สามารถทำกำไรให้กับประเทศได้

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ได้เร่งรัดการรถไฟฯ ให้เสนอโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 (เฟส 2) ทั้ง 6 เส้นทางต่อ ครม. เบื้องต้นได้รับรายงานว่า รฟท. ตั้งเป้าหมายเปิดประมูล 3 เส้นทางสายใต้ในปี 2569 ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ส่วนอีก 3 เส้นทางที่เหลือ จะเปิดประมูลภายในปี 2570 ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222 ล้านบาท
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นคำขาดต่อบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ ในการหารือนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า จะไม่แก้ไขสัญญาตามข้อเสนอของเอกชน ต้องดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม คือ สร้างเสร็จแล้วรัฐจึงทยอยจ่ายคืนค่าก่อสร้าง ส่วนค่าบริหารสิทธิรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ก็ต้องจ่ายให้ครบรวดเดียว ไม่มีการแบ่งจ่ายเป็น 7 งวด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีประเด็นเรื่องความผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งเอกชนสามารถบอกเลิกสัญญาตามมาตรการเยียวยาช่วงวิกฤตน้ำมัน ของกรมบัญชีกลางได้ ดังนั้น หากผู้รับสัมปทานแจ้งว่าดำเนินการไม่ไหว ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), รฟท. และเอกชน จะต้องหารือกันอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการรถไฟฯ ได้ให้สิทธิ์การเช้าที่ดินกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) โดยในปี 2569 SRTA ได้เสนอขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ รวม 10 แปลง มูลค่าที่ดินแต่ละแปลงเกิน 500 ล้านบาทต่อแปลง เช่น ย่านสถานีแม่น้ำ, สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ แปลง A และแปลง E, บริเวณหัวมุม อตก. เป็นต้น นอกจากนี้ ในส่วนของปี 2570 นั้น SRTA อยู่ระหว่างการจัดทำแผนขอเช่าพื้นที่เสนอมายังการรถไฟฯ
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น จะมีการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกัน 3 ฝ่าย ภายในเดือน พ.ค. 2569 เพื่อสอบถามความชัดเจนในการเดินหน้าโครงการต่อ หากต้องกลับไปใช้สัญญาเดิม และเงื่อนไขเดิมทั้งหมด หากเอกชนยืนยันว่าไม่สามารถทำตามสัญญาเดิมได้ ก็อาจนำไปสู่กระบวนการบอกเลิกสัญญา ซึ่งเบื้องต้น รฟท. ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว หากยกเลิกสัญญา ต้องเปิดประมูลใหม่ คงไม่สามารถเรียกผู้ชนะประมูลลำดับที่ 2 มาเจรจาต่อได้ เนื่องจากได้มีการคืนซองข้อเสนอไปแล้ว จึงถือว่าการประมูลในครั้งนั้นสิ้นสุดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่าการประมูลครั้งใหม่ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 ปี จึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้
