’4 รมต.คมนาคม‘ ตบเท้าเข้ากระทรวงฯ ทางการวันแรก ชูนโยบายเรือธง ‘ลดค่าครองชีพการเดินทาง’ ลุยแลนด์บริดจ์-ไม่แก้สัญญาไฮสปีด3สนามบิน พร้อมสั่งช่วยฝ่าฟันอุปสรรค
“พิพัฒน์” ควง 3 รมช.ใหม่ ตบเท้าเข้า “ก.คมนาคม” ทางการวันแรก มุ่งทำงาน 4 มิติ ลดรายจ่าย-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ลุยพลังงานสีเขียว ชูนโยบายเรือธง “ลดค่าครองชีพการเดินทางให้ประชาชน” เร่งศึกษามาตรการค่ารถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน เดินหน้า พ.ร.บ.ตั๋วร่วม หนุนเชื่อมโยงทุกโหมดการเดินทาง ลุยเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์-ไม่แก้สัญญาไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน” กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ส่วน 2 โครงการบน ถ.พระราม 2 เลื่อนไปเปิดให้บริการ ส.ค. 69 พร้อมสั่งตรึงค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ 69 รับมือวิกฤติพลังงาน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ ณ กระทรวงคมนาคมเป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ (7 เม.ย. 2569) เวลา 08.19 น. ว่า กระทรวงคมนาคมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยพร้อมผลักดันนโยบายเร่งด่วนตามที่รัฐบาลเตรียมแถลงต่อรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ มุ่งเน้นการทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ประกอบด้วย มิติที่ 1 ลดรายจ่าย เพิ่มความปลอดภัย และดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตและทรัพย์สิน มิติที่ 2 กระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเอกชนร่วมทุน เร่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว มิติที่ 3 ระบบโดยสารพลังงานสะอาด เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้รถโดยสารสาธารณะหันมาใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และมิติที่ 4 วางรากฐานคมนาคมเพื่อทุกคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในอนาคตให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่
ขณะนี้เป็นช่วงที่มีวิกฤติพลังงานของประเทศ การจะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผมขอฝากให้ท่านปลัดกระทรวงฯ รองปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ ช่วยกันทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ตอนนี้ ไม่มีชั่วโมงการฮันนีมูน หรือเก็บเกี่ยวความสุข ผมและรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 ท่าน เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ค หากหน่วยงานใดมีปัญหาหรือข้อติดขัด สามารถติดต่อผมและรัฐมนตรีช่วยได้เสมอ เราทุกข์ร่วมกัน ถ้าเราผ่านวิบากกรรม หรือวิกฤตินี้ไปได้ พวกเราก็จะเสวยสุขไปพร้อมๆ กัน ผมเชื่อมั่นว่า กระทรวงคมนาคมมีความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ”
นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการแบ่งงานของรัฐมนตรีแต่ละท่านนั้น หลังจากนี้ จะมีการหารือร่วมกัน และการแบ่งงานในการกำกับดูแลตามความเหมาะสมต่อไป เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในยุคที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โครงการหรือนโยบายเรือธงคืออะไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายเรือธง คือ “การลดค่าครองชีพการเดินทางให้กับประชาชน” อาทิ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน แต่หลังจากนี้ จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่า จะกำหนดราคาที่เท่าไหร่ ตามที่ในตอนนี้ กรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมจะเป็นการกำหนดอัตราแบบเหมาจ่ายทั้งระบบหรือแบ่งเป็นโซน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมมากที่สุด
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันกฎหมายสำคัญที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว โดยเฉพาะกฎหมายด้านระบบราง และระบบตั๋วร่วม ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน โดยครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารด้วย ด้านแนวคิดการรวมโครงสร้างการบริหาร หรือการซื้อคืนกิจการโครงการรถไฟฟ้า (Single Ownership) เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายตั๋วร่วมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือกับภาคเอกชน เนื่องจากมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย จึงยังไม่สามารถสรุปแนวทางที่ชัดเจนได้ในขณะนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และสร้างการจ้างงานจำนวนมาก โดยชี้แจงว่ารูปแบบการขนส่งสินค้าผ่านแลนด์บริดจ์มีลักษณะใกล้เคียงกับการถ่ายลำสินค้าที่ท่าเรือสำคัญของโลก ซึ่งสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างแน่นอน
ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสนามบินอู่ตะเภา ยืนยันอีกว่า จะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เนื่องจากได้มีการลงนามสัญญาอย่างถูกต้องแล้ว และการแก้ไขสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องของผู้ยื่นประมูลโครงการรายที่ 2 ได้ โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการผ่านการพัฒนาโครงการในพื้นที่ EEC อาทิ ศูนย์กีฬา และสวนสนุกขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะทำให้เกิดขึ้นได้ เพื่อกระตุ้นการเดินทางไปในพื้นที่ EEC มากขึ้น ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย. 2569 จะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ไปเชิญชวนนักลงทุน มาร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว

นอกจากนี้ ความคืบหน้าโครงการบนทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และ 2.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ของกรมทางหลวง (ทล.) ขณะนี้ มีแผนจะขยับการเปิดให้บริการออกไปก่อนจากเดิมมีแผนจะเปิดมอเตอร์เวย์ M82 ภายใน เม.ย. 2569 และจะเชื่อมกับทางด่วนของ กทพ. ใน มิ.ย. 2569 ขยับออกไปเป็นช่วง ส.ค. 2569 เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุโครงเหล็กหล่านลงมาข้างล่าง
นายพิพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับวิกฤตด้านพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยนั้น ภาคคมนาคมเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านงบประมาณซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือ โดยมาตรการเร่งด่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ตั้งแต่วันนี้-19 เม.ย. 2569 ยืนยันว่า จะไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อไม่ให้เป็นภาระเพิ่มเติมต่อประชาชนในช่วงการเดินทาง โดยจะใช้งบกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เข้ามาช่วยชดเชยให้กับผู้ประกอบการ ส่วนหลังจากนั้น จะต้องพิจารณามาตรการในระยะถัดไป เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง



