‘การบินไทย’ โกยกำไรสุทธิปี 68 กว่า 3.09 หมื่นล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเร่งเครื่อง MRO อู่ตะเภา เล็งเปิดใช้ปี 73
“การบินไทย” เปิดผลดำเนินงานปี 68 ฟันกำไรสุทธิ 3.09 หมื่นล้าน โต 215% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งเป้าปี 69 กวาดรายได้ 2 แสนล้าน รับมอบฝูงบิน 28 ลำ โฟกัสบินรูท “อินเดีย & จีน” ส่วนสร้าง MRO 1 หมื่นล้าน คาดลงนาม EEC มี.ค.นี้ เริ่มสร้างปี 70 เปิดให้บริการปี 73
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568) ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีกำไรสุทธิ 30,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 215% ซึ่งถือว่า สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ และจะเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 0.21 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 พ.ค. 2569

สำหรับในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ อยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท เติบโต 5% ด้านขนส่งผู้โดยสารประมาณ 20 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ขนส่งผู้โดยสารประมาณ 18 ล้านคน นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนรับมอบเครื่องบินเข้าประจำฝูงบินเพิ่มเติมอีก 28 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินลำตัวแคบแอร์บัส NEO321 จำนวน 14 ลำ โดยลำที่ 3 จะเข้ามาในช่วง เม.ย. 2569 และจะทยอยเข้ามาจนครบในปีนี้, เครื่องบินลำตัวกว้าง โบอิ้ง B787-9 จำนวน 4 ลำ และเครื่องบินลำตัวกว้าง โบอิ้ง 787-8 จำนวน 10 ลำ จะทยอยเข้ามาตั้งแต่ ก.ค. 2569 และครบทั้งหมดภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะปลดเครื่องบินออกจากฝูงบิน 6 ลำ ได้แก่ แอร์บัส 350, โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777-200ER ส่งผลให้สิ้นปี 2569 จะมีเครื่องบินประจำฝูงบินจากปัจจุบัน 80 ลำ เป็น 102 ลำ แต่จะใช้ปฏิบัติการบินประมาณ 99 ลำ ส่วนที่เหลือไว้ใช้เป็นเครื่องบินสำรอง ส่วนเครื่องบินใหม่ โบอิ้งดรีมไลเนอร์ 45 ลำ และออฟชั่นเสริม 35 ลำ จะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 2571 อย่างไรก็ตามเครื่องบินที่จะเข้ามาในปีนี้ จะรองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางบินอินเดีย จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 70 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 90 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มไตรมาส 3 ปี 2569 (ก.ค.-ก.ย.69)

นอกจากนี้ เส้นทางบินจีน จากปัจจุบัน 47-50 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 80 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มไตรมาส 2 ปี 2569 (เม.ย.-มิ.ย.69) อีกทั้งจะกลับไปทำการบินเส้นทางเดิม อาทิ ไตรมาส 2 เส้นทางกรุงเทพฯ ไปยังประเทศจีน ได้แก่ ฉงชิ่ง, ฉางชา และเซี่ยเหมิน ขณะที่กลางปี 2569 จะกลับมาทำการบิน เส้นทาง กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) และปลายปี 2569 จะกลับมาบิน เส้นทางกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์(นิวซีแลนด์) เป็นต้น
นายชาย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มูลค่าลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทว่า ขณะนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ยื่นข้อเสนอขอปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่ได้ทำการศึกษาไว้ ตั้งอยู่เขตนอกการบิน (Landside) บริเวณติดกับท่าอากาศยานอู่ตะเภา ขนาดพื้นที่ 210 ไร่ เสนอย้ายไปพื้นที่อื่น ซึ่งเป็นเขตการบิน (Airside) บริเวณกึ่งกลางทางวิ่ง (Runway) ขนาดพื้นที่ประมาณ 240 ไร่ โดย UTA ให้เหตุผลว่า จะนำพื้นที่เดิมไปทำเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area)
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารการบินไทย ยืนยันชัดเจนว่า MRO ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ เนื่องจากพื้นที่ใหม่อยู่ในเขตการบิน จะทำให้มีปัญหาด้านเทคนิค (Technical Operation) อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (27 ก.พ. 2569) การบินไทยจะหารือร่วมกับ UTA อีกครั้ง ตามที่บอร์ดการบินไทยได้มีข้อสั่งการให้ไปดำเนินการหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว พร้อมแจ้ง UTA ยืนยันการไม่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ MRO ได้ ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดการบินไทยรับทราบผลการหารือ จากนั้นจะลงนามเช่าที่ดินกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดว่า จะลงนามภายใน มี.ค. 2569 ก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) ระยะเวลาประมาณ 7-8 เดือน เริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 และเปิดให้บริการภายในปี 2573
