กพท. เผยเอกชนเสนอใช้พื้นที่ 500 ไร่ข้าง ‘สนามบินภูเก็ต’ ลงทุนสร้าง MRO-อาคารผู้โดยสาร-ลานจอด ชี้ ‘พิพัฒน์’ เห็นด้วยแล้ว

กพท. เผยเอกชนเสนอใช้พื้นที่ 500 ไร่ข้าง “สนามบินภูเก็ต” พร้อมลงทุนสร้าง MRO-อาคารผู้โดยสาร-ลานจอดเครื่องบิน เชื่อมสนามบินของ ทอท. หวังแก้คอขวด ลดความแออัด รองรับไฟลท์บิน-ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ชี้ “พิพัฒน์” เห็นด้วย ระบุหากเกิดจริง ใช้เวลาสร้าง 2 ปี

พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เปิดเผยว่า กพท. ได้นำเสนออผนเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูเก็ต หลังจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้โดยสารต่างชาติมาใช้บริการจำนวนมาก และมากกว่าท่าอากาศยานดอนเมือง จึงต้องพัฒนาและวางแผนรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร รวมถึงเที่ยวบินที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น และลดความแออัดภายในสนามบินด้วย

สำหรับสนามบินภูเก็ต ปัจจุบันมีทางวิ่ง (Runway: รันเวย์) 1 เส้น มีความยาว 3,000 เมตร ความกว้าง 45 เมตร มีพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) 3,240 x 150 เมตร ปลายทางวิ่งด้าน 27 มีพื้นที่ ปลอดภัย (Runway End Safety Area : RESA) ขนาด 90 x 90 เมตร และมีหลุมจอดทั้งหมด 46 หลุมจอด ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ติดทะเล ทำให้พื้นที่จอดเครื่องบินมีจำกัด เมื่อเครื่องบินลงจอดจนเต็มลานแล้ว เที่ยวบินถัดไปจะไม่สามารถลงได้ ต้องรอให้เครื่องที่จอดอยู่บินออกก่อน ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินถูกจำกัด ส่งผลให้เป็นคอขวดสำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีเดิม ๆ และไม่สามารถขยายรันเวย์เพิ่มได้อีก

พล.อ.อ.มนัท กล่าวต่อว่า จากข้อจำกัดดังกล่าว กพท. จึงได้มองหาทางออกใหม่ และพบว่า มีที่ดินเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมรอบสนามบินภูเก็ตมาตั้งแต่ดั้งเดิม ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบิน มีขนาดมากกว่า 500 ไร่ และมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นอาคารผู้โดยสาร (Terminal: เทอร์มินัล) และลานจอดอากาศยานเพิ่มเติม รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO ด้วย สำหรับแนวคิดดังกล่าว เป็นโมเดลความร่วมมือใหม่ โดยเอกชนเจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างทั้งหมด ทั้งอาคารผู้โดยสาร ลานจอด และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และประสานกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อเชื่อมต่อรันเวย์ และแบ่งส่วนแบ่งรายได้กันต่อไป อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าว นายพิพัฒน์ มีความเห็นด้วยแล้ว

สำหรับเอกชนที่แสดงความพร้อมลงทุนยังเป็นผู้ประกอบการด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานโดยตรง ไม่ใช่สายการบิน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานครบวงจร เครื่องบินที่ลงจอดในภูเก็ตสามารถเข้าซ่อมบำรุงได้ทันที ลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถจัดสรรพื้นที่บางส่วนเป็นเทอร์มินัลเชิงพาณิชย์รองรับผู้โดยสารของ ทอท. ได้ หากมีการตกลงเช่าพื้นที่ร่วมกัน

“รูปแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนในลักษณะนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพียงแต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาและผลประโยชน์ที่ตกลงกัน ซึ่งอาจต้องเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ขณะที่บทบาทของ CAAT คือการพิจารณาอนุญาตจัดตั้งและเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานการบิน หากเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายที่กำหนด” พล.อ.อ.มนัท กล่าว

พล.อ.อ.มนัท  กล่าวอีกว่า หากได้รับการอนุมัติจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในเวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นที่ดินเอกชนที่พร้อมพัฒนา คาดว่าใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 ปี ก็จะสามารถเปิดใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบ และเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ประเทศ