‘ทางหลวง’ เร่งศึกษา-ออกแบบ มอเตอร์เวย์ M7 ส่วนต่อขยายเชื่อม ‘อู่ตะเภา’ มูลค่า 4.2 พันล้าน จ่อเปิดประกวดราคาช่วงกลางปี 65 ลุยก่อสร้าง 2 ปีตามแผน

ศักดิ์สยามสนองข้อสั่งการนายกฯสั่งหน่วยงานเร่งแผนโปรเจ็กต์เชื่อมพื้นที่ EEC พร้อมจัดทำ Action Plan เดินหน้าให้ได้ตามเป้า ด้านทางหลวงรับลูก ลุยส่วนต่อขยายมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 เชื่อมสนามบินอู่ตะเภา 3.5 กม. จ่อกู้เงิน 4.2 พันล้าน คาดศึกษาออกแบบ พ่วงจัดทำ EIA เสร็จภายในปีนี้ เล็งเปิดประกวดราคากลางปี 65 ตอกเข็มสร้าง 4 เลน ภายใน 2 ปี เสร็จทันเปิดสนามบินในปี 68

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 มิ.. 2564 ที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ด้วยการประชุมผ่านแอปพลิเคชันระบบ Zoom Cloud Meetings เพื่อรับทราบผลการประชุม ครม. และข้อสั่งการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ได้กล่าวในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบสรุปผลรายงานการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ได้แก่ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน, การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการส่วนต่อขยายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 (M7) กรุงเทพชลบุรีมาบตาพุด เชื่อมต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะใช้บริการได้เพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปีในอนาคต รวมทั้งเติมเต็มโครงการในพื้นที่ EEC และเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานไปจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) และเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า สำหรับโครงการส่วนต่อขยายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพชลบุรีมาบตาพุด เชื่อมต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร (กม.) นั้น โดย ทล. ได้มีการประชุมและลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เนื่องจากโครงการดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ EEC จึงได้มีการบูรณาการร่วมกัน และร่วมผลักดันโครงการฯตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเส้นทางเชื่อมไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และจะเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญในอนาคต

สำหรับความคืบหน้าโครงการในขณะนี้นั้น ทล. อยู่ระหว่างการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และพิจารณาความเหมาะสม รวมถึงการกำหนดแนวเส้นทาง คู่ขนานกับการจัดทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ในเบื้องต้น ทล.จะเสนอขอกู้เงิน เพื่อนำมาลงทุนโครงการวงเงิน 4,200 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 3,940 ล้านบาท และค่าเวนคืนที่ดิน 260 ล้านบาท เนื่องจากโครงการฯ ได้ถูกตัดออกจากการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ซึ่งเมื่อ ทล. ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้จำนวนดังกล่าวแล้วนั้น จะเริ่มดำเนินการทันที

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า คาดว่าจะเริ่มกระบวนการเปิดประกวดราคาหาผู้รับจ้างภายในกลางปี 2565 ควบคู่กับการเวนคืนที่ดิน ซึ่งบางส่วนเป็นของทหาร โดยจะต้องไปดำเนินการขอใช้พื้นที่ และอีกส่วนจะเป็นพื้นที่โล่ง ทำการเกษตร ซึ่งจะต้องมีการเวนคืนในเขตทางเพิ่ม 40 เมตร จากนั้นจะเริ่มการก่อสร้าง ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี แล้วเสร็จในปี2567 และเปิดให้บริการในปี 2568 เพื่อให้เป็นไปตามแผนเปิดท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา

ขณะเดียวกัน หากโครงการดังกล่าว ไม่ผ่านการพิจารณาให้ใช้งบประมาณจากการกู้เงินนั้น ทล. จะนำโครงการฯ ไปจัดตั้งงบประมาณไว้ในแผนการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ซึ่งหากได้รับการจัดสรรแล้วนั้น จะเปิดประกาดราคาภายใน .. 2565 (เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566) และเริ่มก่อสร้างทันที อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จ และทันตามแผนที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับการกู้เงิน

สำหรับแนวเส้นทางนั้น จะเริ่มจากมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภา มุ่งหน้าทิศใต้ ข้ามทางรถไฟสายตะวันออก ซึ่งขนานกับแนวรถไฟความเร็วสูง และตัดกับทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสารใหม่ของท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ในส่วนรูปแบบการก่อสร้าง จะเป็นมอเตอร์เวย์ขนาด 4 ช่องจราจร ขาไป 2 ช่อง และขากลับ 2 ช่อง นอกจากนี้ จะมีการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 1 แห่ง บริเวณจุดตัด ทล.3 เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา