‘คมนาคม’ ตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่ง 4 หน่วยงาน คุมเข้มค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ

“พิพัฒน์” ลุยตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง กำชับ ”คมนาคม“ คุมค่าโดยสารทุกโหมด ”บก-น้ำ-ราง-อากาศ“ พร้อมสั่ง 4 หน่วยงาน เข้มมาตรการการเดินทาง รับมือความผันผวนพลังงาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ทุกหน่วยงาน เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกนั้น โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม หารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เร่งกำหนดมาตรการดูแลประชาชน โดยเฉพาะการควบคุมอัตราค่าโดยสารของระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ให้มีการปรับขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และกำกับดูแลผู้ประกอบการขนส่งทุกประเภท เพื่อไม่ให้มีการขึ้นค่าโดยสารหรือค่าขนส่งสินค้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ให้บริการตรึงอัตราค่าโดยสารในช่วงที่รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) กรมเจ้าท่า (จท.) และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เร่งดำเนินมาตรการในแต่ละระบบการขนส่งอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • การขนส่งทางบก ให้ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ และรถรับจ้างทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • การขนส่งทางน้ำ ให้ตรวจสอบผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้าไม่ให้คิดค่าบริการเกินกว่าที่กำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
  • การขนส่งทางอากาศ ให้กำกับดูแลสายการบินในการกำหนดค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณามาตรการตรึงค่าโดยสารในช่วงสถานการณ์ผันผวน
  • การขนส่งทางราง ให้ประเมินความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะรถจักรที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล เพื่อเตรียมแนวทางบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในภาคการขนส่ง รายงานสถานการณ์ให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัย ด้านการคมนาคม (ศผส.คค.) ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการให้บริการสาธารณะ และศึกษามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก กระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกว่ากฎหมายกำหนด และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะยังคงให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม” นายพิพัฒน์ กล่าว