‘ศักดิ์สยาม’ นั่งหัวโต๊ะ ‘คณะอนุ กก.พัฒนาภาคอีสานฯ’ เคาะไฟเขียวงบปี 65 วงเงิน 2.22 หมื่นล้าน ลุย 155 โปรเจ็กต์ บูมอีสาน-ดันไทยฮับ ศก. กลุ่ม GMS

“ศักดิ์สยาม” นั่งหัวโต๊ะ “คณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” เคาะไฟเขียว 2.22 หมื่นล้าน ลุย 155 โปรเจ็กต์ปี 65 บูมภาคอีสาน แบ่งแผนงาน 6 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ฮับเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ GMS

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า คณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2565 จำนวน 155โครงการ งบประมาณรวมกว่า 20,000 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงตามแนวชายแดนและแนวระเบียงเศรษฐกิจ โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงรองรับเมืองศูนย์กลางการค้า การบริการสุขภาพ และการศึกษา งานขยายลานจอดเครื่องบินท่าอากาศยานขอนแก่น และงานก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ท่าอากาศยานเลย เพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่มิติใหม่เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 นั้น ได้ให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่จะดำเนินการภายใต้แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 155 โครงการ งบประมาณรวม 22,288.40 ล้านบาท โดยแยกตามยุทธศาสตร์ 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน จำนวน 2 โครงการ วงเงิน 9,339.40 ล้านบาท, ยุทธศาสตร์ที่ 2 การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จำนวน 14 โครงการ วงเงิน 876.93 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจภายในควบคู่กับการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 82 โครงการ วงเงิน 4,376.89 ล้านบาท, ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ จำนวน 29 โครงการ วงเงิน 5,192.43 ล้านบาท, ยุทธศาสตร์ที่ 5 การใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจหลักภาคกลางและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ๆ ของภาค จำนวน 25 โครงการ วงเงิน 2,187.65 ล้านบาท และยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนและแนวระเบียงเศรษฐกิจ จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 315.11 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ.2561-2565 ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ.2561-2565 ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดอุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ

ขณะเดียวกัน ยังให้ความเห็นชอบแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด พ.ศ.2561-2565 ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 5 กลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (จังหวัดอุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์) และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ)

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการและงบประมาณของจังหวัด 20 จังหวัด ประกอบด้วย โครงการและงบประมาณที่เห็นควรสนับสนุนภายในกรอบวงเงิน จำนวน 269 โครงการ งบประมาณรวม 5,570.6038 ล้านบาท และโครงการและงบประมาณที่เห็นควรสนับสนุนเกินกรอบวงเงิน จำนวน 121 โครงการ งบประมาณรวม 4,509.1937 ล้านบาท

อีกทั้ง ยังให้ความเห็นชอบแผนงานโครงการและงบประมาณของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 กลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 เห็นควรสนับสนุนโครงการและงบประมาณที่เห็นควรสนับสนุนในกรอบวงเงิน จำนวน 27 โครงการ งบประมาณรวม 1,202.8908 ล้านบาท และโครงการและงบประมาณที่เห็นควรสนับสนุนเกินกรอบวงเงิน จำนวน 10 โครงการ งบประมาณรวม 1,069.4212 ล้านบาท ส่วนที่ 2 โครงการและงบประมาณที่เห็นควรสนับสนุน จำนวน 24 โครงการ งบประมาณรวม 1,152.8837 ล้านบาท