‘ศักดิ์สยาม’ นั่งหัวโต๊ะถกคำของบปี 64 วงเงิน 5.14 แสนล้าน จ่อชง ครม. 21 ม.ค.นี้

“ศักดิ์สยาม” นั่งหัวโต๊ะถกหน่วยงานเสนอคำของบปี 64 วงเงิน 5.14 แสนล้าน ด้าน รฟท. ขอมากสุด 9.09 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 570% จากงบปี 63 ที่ได้รับ พร้อมเข็นรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย-เส้นทางรถไฟสายใหม่ จ่อสรุป 14 ม.ค. 63 ก่อนเสนอ ครม. 21 ม.ค.นี้ ฟาก ทย. – จท. ไม่น้อยหน้า ดันบิ๊กโปรเจ็กต์สนองนโยบายรัฐ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ของหน่วยงานในสังกัดฯ 8 ส่วนราชการ 6 รัฐวิสาหกิจว่า สำหรับวงเงินคำของบประมาณประจำปี 2564 เบื้องต้นอยู่ที่วงเงิน 514,535.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากคำขอปี 2563 วงเงิน 68,591.68 ล้านบาทหรือ 15.38% โดยในวงเงินดังกล่าว ประกอบด้วย งบประจำ 124,105.10 ล้านบาท และงบลงทุน 390,430.06 ล้านบาท แบ่งเป็นทางบก 340,283.25 ล้านบาท (66.13%) ทางราง 141,121.49 ล้านบาท (27.43%) ทางน้ำ 18,859.90 ล้านบาท (3.67%) ทางน้ำ 12,597.60 ล้านบาท (2.45%) และด้านนโยบาย 1,672.92 ล้านบาท (0.33%)

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เสนอคำของบประมาณปี 2564 มากที่สุด คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เสนอขอจำนวนเงินทั้งสิ้น 90,955.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2563 ที่ได้รับอยู่ที่ 13,574.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 77,380.29 ล้านบาท คิดเป็น 570.02% โดยวงเงินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้น สืบเนื่องจากมีโครงการชำระหนี้เงินกู้ในโครงการต่างๆ วงเงิน 37,369.82 ล้านบาท รวมถึงแผนการดำเนินการโครงการสำคัญ เช่น โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง, โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม, โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นต้น

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานไปดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม และยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงแผนพัฒนาพื้นที่ให้ตรงความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่ โครงการขนาดใหญ่ที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาทนั้น ให้นำแผนการดำเนินการ 6 มิติมาประกอบการพิจารณา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงเกิดความล่าช้าขึ้นในอนาคต อีกทั้ง ให้พิจารณาความพร้อมของแต่ละโครงการ พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) มาบริหารโครงการ เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จากนั้นจะสรุปคำของบประมาณดังกล่าวในวันที่ 14 ม.ค. 2563 ก่อนเสนอไปยังสำนักงบประมาณ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ม.ค.นี้ 

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานพิจารณาแผนด้านบุคลากร ให้สอดคล้องกับที่หน่วยงานได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงการจัดสรรงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องและเพียงพอกับโครงการสำคัญต่างๆ สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ทั้งก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการ และหลังดำเนินการโครงการ ขณะเดียวกัน มอบหมายให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ไปแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณคอขวด ทั้งในส่วนของถนน และสะพาน พร้อมทั้งการพิจารณาโครงการของ ทล. และ ทช. ให้เชื่อมต่อกับการคมนาคมทางน้ำ และทางราง

***ทย.-จท. เข็นบิ๊กโปรเจ็กต์ สนองนโยบายรัฐ***

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้มีโครงการปรับปรุงท่าอากาศยานเร่งด่วน ได้แก่ งานก่อสร้างเสริมความแข็งแรงทางวิ่ง ก่อสร้างทางขับขนาน พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน ท่าอากาศยานสุราษฏร์ธานี งบประมาณ 800 ล้านบาท  เพื่อที่จะรองรับอากาศยานขึ้นลงได้จาก 10 ลำ เป็น 20 ลำต่อชั่วโมง, โครงการพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์  งานก่อสร้างต่อเติมความยาวทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดเครื่องบินใหม่ พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน งบประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับการขยายความยาวทางวิ่งจาก 2,100 เป็น 2,990 เมตร อาคารคลังสินค้า (คาร์โก้) ลานจอดอากาศยานขนสินค้า และลานจอดรถบรรทุกขนสินค้า

นอกจากนี้ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ก่อสร้างขยายความยาวทางวิ่ง งบประมาณ 1,200 ล้านบาท เป็นการขยายทางวิ่ง จาก 2,100 เมตร เป็น 2,500 เมตร,โครงการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง ก่อสร้างขยายความยาวทางวิ่งและอุโมงค์รถไฟลอดใต้ทางวิ่ง งบประมาณ 1,800 ล้านบาท ขยายทางวิ่งจาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร,โครงการพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่น งานขยายลานจอดเครื่องบิน งบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับอากาศยานขนาด 150 ที่นั่งจาก 5 ลำ เป็น 11 ลำ,โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเลย งานก่อสร้างที่พักอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมอาคารประกอบอื่นๆ งบประมาณ 955 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยรองรับผู้โดยสารได้ 3.4 ล้านคนต่อปี หรือ 1,200 คนต่อ ชม.

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมเจ้าท่า (จท.) มีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการก่อสร้างและจัดหาระบบตรวจการณ์ชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างและอันดามัน (VTS ระยะที่ 3) พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง และชายฝั่งทะเลอันดามัน งบประมาณ 881 ล้านบาท เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยในการเดินเรือ ป้องกันอุบัติเหตุทางทะเลตามพันธกิจของกรมเจ้าท่า ในการตรวจการณ์ชายฝั่ง ในน่านน้ำไทย ตามนโยบายรับบาล เป็นต้น

’ศักดิ์สยาม’ สั่งทุกหน่วยพร้อมรับ ปชช. กลับเข้ากรุงฯ คาดวันนี้รถวิ่งเข้า กทม.-ปริมณฑล 1.3 ล้านคัน

“ศักดิ์สยาม” สั่งหน่วยงานพร้อมรับประชาชนกลับเมืองกรุงฯ ระดมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก คาดวันนี้รถเข้า กทม.-ปริมณฑล 1.3 ล้านคัน ฟาก ทล. เปิดช่องทางพิเศษเพิ่ม 8 เส้นทางหลัก

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนที่จะเดินทางจากต่างจังหวัดกลับเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่คาดว่าจะมีปริมาณมาก ผ่านการเดินทางรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท เช่น รถไฟ ,รถโดยสาร บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), รถร่วม บขส. เป็นต้น หากมีปริมาณผู้โดยสารเดินทางมากกว่าที่มีการประมาณการณ์นั้น ให้เพิ่มเสริมรถมาตรฐาน 30 รองรับขนส่งทันที ขณะเดียวกันให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เตรียมพร้อมรถที่จะรับผู้โดยสารออกจากสถานีขนส่งมาเชื่อมต่อระบบขนส่งทางด้านนอกสถานี รวมถึงเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าให้ประชาชนได้รับความสะดวก

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมทางหลวง (ทล.) ได้รับรายงานว่า ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เพิ่มอีกกว่า 3,000 คนรวมกว่า 10,000 คน พร้อมรับประชาชนเดินทางกลับและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางสายหลักจากต่างจังหวัดเข้า กทม. ตลอดเส้นทาง 24 ชม. ซึ่งคาดว่าวันนี้ (1 ม.ค. 2563) จะมีประชาชนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยรถยนต์ประมาณ 1.3 ล้านคัน เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อทำงานในวันพรุ่งนี้  

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางโดยรถยนต์ ทาง ทล.ได้เปิดช่องทางพิเศษ ขาเข้ากรุงเทพ ใน 8 เส้นทางหลัก รวม 16 จุด ร่วมกับตำรวจทางหลวง โดยจะเปิดก่อนที่รถจะชลอตัวหยุดนิ่ง เพื่อให้รถเคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้คำนึงถึงความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยการวางกรวยยาง มีป้าย รถตำรวจทางหลวง รถกรมทางหลวง และเจ้าหน้าที่อยู่ในช่วงที่เปิดช่องทางพิเศษ สำหรับเส้นทางที่จะเปิดช่องทางพิเศษขาเข้ากรุงเทพ 8 เส้นทาง 16 จุด ประกอบไปด้วย ทล.1 พหลโยธิน 2 จุด , ทล.2 มิตรภาพ 7 จุด ,ทล.4 เพชรเกษม 1 จุด,  ทล.204 เลี่ยงเมืองนครราชสีมา 1 จุด ,ทล.32 สายเอเชีย 1 จุด ,ทล.21 พุแค-หล่มสัก 2 จุด ,ทล.304 ปักธงชัย-กบินทร์บุรี 1 จุด และ ทล.348 เขาช่องตะโก 1 จุด

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่าในหลายเส้นทางที่เป็นทางร่วมของเส้นทางหลักมาบรรจบกัน เช่น ที่ จ.นครสวรรค์ ทางต่างระดับสีคิ้ว ทางต่างระดับบางปะอิน เป็นต้นจะมรปริมาณจราจรที่หนาแน่น จึงได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง และตำรวจทางหลวง บริหารจัดการจราจรเป็นพิเศษ เนื่องจากปริมาณรถจะหนาแน่นมาก โดยวางกรวย แบริเออร์ จัดช่องจราจรให้เป็นระเบียบ ไม่ให้เกิดคอขวด ขอให้ประชาชนเชื่อเจ้าหน้าที่ ไม่เปิดช่องทางเอง หรือเบียดแทรกกันจะทำให้รถติดมากขึ้น ส่วนจุดที่เป็นปัญหาหลายแห่ง คือ ทางเข้าออกปั้มน้ำมัน ประชาชนใช้บริการมาก ได้บริหารจัดการจราจรหน้าปั้มน้ำมัน โดยวางกรวยยาง จัดช่องจราจรให้เป็นระเบียบ และมีเจ้าหน้าที่คอยบริหารจัดการ ขอแนะนำให้ใช้บริการห้องน้ำ จุดพักรถ พักคน ที่บริเวณหมวดทางหลวงทั่วประเทศกว่า 500 แห่ง ตลอดเส้นทาง

สุดล้ำ! ‘คมนาคม’ สั่ง ทล.-ทช.-ขบ. บังคับ ‘โดรน’ ตรวจสภาพจราจรส่องรถติด ช่วยอัพเดทข้อมูลปีใหม่ 63 ผ่านแอป ‘Thailand Highway Traffic’ เพิ่มทางเลือก ปชช. ตัดสินใจเดินทาง

สุดล้ำ! “คมนาคม” นำ “โดรน” บินตรวจสภาพจราจรแบบเรียลไทม์ ช่วง 8 วันอันตรายปีใหม่ 63 ช่วยบริหารจัดการรถติด-เพิ่มทางเลือกให้ ปชช. ผ่านแอป “Thailand Highway Traffic” ฟาก ทล. รับลูก ประเดิมบังคับโดรนส่อง “ถนนมิตรภาพ” พร้อมบูรณาการ ทอ. สำรวจ “สายเอเชีย” เล็งขยายผลใช้ช่วงสงกรานต์ปีหน้า

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) นำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการการจราจรในช่วง 8 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2563 หรือตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2562 – 2 ม.ค. 2563 โดยการนำโดรนบินตรวจสภาพการจราจรในเส้นทางต่างๆ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศ (ทอ.) เพื่อนำข้อมูลแบบเรียลไทม์ส่งไปยังแอปพลิเคชั่น Thailand Highway Traffic ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลนั้นๆ รวมถึงเป็นทางเลือกในการเดินทางด้วย

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า การบริหารการจราจรช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้นั้น กรมทางหลวงได้สั่งการให้แขวงทางหลวงนำโดรนบินตรวจสภาพการจราจรในเส้นทางหลักที่มีปริมาณรถจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของกรมฯ เพื่อวางแผนในการเปิดช่องทางพิเศษ รวมถึงนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบผ่านแอปฯ เพื่อเลี่ยงไปยังเส้นทางอื่น ทั้งนี้ จะนำร่องบินโดรนในเส้นทางหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น บริเวณต่างระดับบางปะอิน ถนนมิตรภาพ ช่วงกลางดง เนินมวกเหล็ก ลำตะคอง ต่างระดับสีคิ้ว เป็นต้น 

ขณะที่ถนนสายเอเชียนั้น กองทัพอากาศ จะนำโดรนบินตรวจสภาพการจราจร ช่วงบางปะอิน-นครสวรรค์ ก่อนที่จะนำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบต่อไป อย่างไรก็ตาม หากการนำโดรนมาช่วยบริหารจัดการการจราจรในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ และเป็นไปในทิศทางที่ดี ที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูบแบบเรียลไทม์นั้น กรมทางหลวงเตรียมขยายผลนำไปใช้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 ด้วย 

‘ศักดิ์สยาม’ ผนึกกำลัง ‘คมนาคม UNITED’ ปล่อยขบวนรถรณรงค์อำนวยความสะดวก-ปลอดภัย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 63

“ศักดิ์สยาม” ผนึกกำลัง “คมนาคม UNITED” ปล่อยขบวนรถรณรงค์อำนวยความสะดวก-ปลอดภัย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 63 พร้อมสั่งหยุดก่อสร้าง-คืนผิวจราจร พ่วงเข็นของขวัญปีใหม่มอบ ปชช. พร้อมตั้งเป้ารถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุเป็น “ศูนย์” ฟาก ทช. เปิดใช้ ถ.กัลปพฤกษ์ วิ่งฉิว 6 เลน พร้อมขยายราชพฤกษ์เพิ่มฝั่งละ 2 เลน

วันนี้ (26 ธ.ค. 2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปล่อยขบวนรถรณรงค์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 “ใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยตลอดปีใหม่” พร้อมด้วยนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม, นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท, นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง, นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมงานบริเวณถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ – ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ – ใต้)

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้เปิดกิจกรรมปล่อยขบวนรถรถรณรงค์อำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ตามสโลแกน “ใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยตลอดปีใหม่” โดยหลังจากนี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะรณรงค์ถึงวิธีการเดินทางอย่างปลอดภัย ภายใต้การกำชับของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรับมนตรี โดยเฉพาะในส่วนการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ รวมถึงความพร้อมของยานพาหนะด้วย ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง อย่าขับขี่ด้วยความเร็ว เมาไม่ขับ พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามกฎจราจร และหากขับรถไม่ไหวอย่าฝืน ควรจอดพักตามจุดบริการที่เตรียมไว้ เพื่อการเดินทางอย่างสะดวก ปลอดภัย และถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการอย่างเต็มที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่นี้จะลดลง โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคมนั้น ตั้งเป้าว่า จะต้องไม่มีการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารสาธารณะ

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ในการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทาง ป้องกัน ลดจำนวนอุบัติเหตุ ลดความสูญเสีย โดยเป็นการสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชน ลดพฤติกรรมเสี่ยงขับขี่และเสริมสร้างความร่วมมืออันดี สอดคล้องกับนโยบาย “คมนาคม UNITED” 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือผู้รับจ้างคืนผิวจราจร และหยุดก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัยมากที่สุด พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนด้วยการลดค่าครองชีพด้านการเดินทาง โดยในส่วนของการลดค่าโดยสาร ได้แก่ ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน – บางพลี และพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน ทางพิเศษบูรพาวิถี และทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี – สุขสวัสดิ์) ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 3 มกราคม 2563 เวลา 24.00 น. 

ด้านบริษัท การบินไทย จากัด (มหาชน) จาหน่ายบัตรโดยสารราคาพิเศษ “Weekday Vacation” ชั้นประหยัดเที่ยวบินในประเทศ (เที่ยวเดียว) สาหรับเดินทางวันจันทร์ – พฤหัสบดี เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต และสายการบินไทยสมายล์ เส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงราย เชียงใหม่ อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ นราธิวาส (ยกเว้นเส้นทางระหว่างเชียงใหม่และภูเก็ต) ราคาเริ่มต้น 1,300 บาท โดยจาหน่ายบัตรโดยสาร ระหว่างวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2562 เริ่มเดินทางตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 – 27 กุมภาพันธ์ 2563

ในส่วนของ ทช.ได้เปิดใช้ถนนกัลปพฤกษ์ (ช่วงกาญจนาภิเษก – ถนนราชพฤกษ์) จาก 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร (ไป – กลับ) ระยะทาง 7.6กิโลเมตร และถนนราชพฤกษ์ ช่วงถนนรัตนาธิเบศร์ – ทางหลวงหมายเลข 345 โดยก่อสร้างทางคู่ขนานเพิ่มเติมฝั่งละ 2 ช่องจราจร รวมจากเดิมเป็น 10 ช่องจราจร ระยะทาง 8.36 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มศักยภาพโครงข่ายถนนกัลปพฤกษ์และถนนราชพฤกษ์ โดยเฉพาะการกระจายปริมาณจราจรออกเมืองในชั่วโมงเร่งด่วน เพิ่มอายุการใช้งานของถนน ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต ส่งเสริมเศรษฐกิจและสนับสนุนการเดินทางที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงตากสิน – บางหว้า รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย ปลอดภัย ประหยัด ยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลด้านการจราจรหรือแจ้งเหตุ สามารถติดต่อผ่านศูนย์ปฏิบัติการคมนาคม (MOTOC) สายด่วน 1356 ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารช่วงเทศกาล และแอปพลิเคชั่นรับเรื่องร้องเรียน และการให้บริการประชาชน โดยตั้งจุดบริการในเส้นทางสำคัญ เพื่อให้บริการแก่ผู้เดินทางตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีจุดบริการร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อให้บริการช่วยเหลือผู้เดินทางกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน บริการที่พักผ่อน น้ำดื่ม บริการข้อมูลต่าง ๆ และบริการตรวจสภาพรถและเปลี่ยนอะไหล่บางรายการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

‘ศักดิ์สยาม’ สั่งการ ทล. แจ้งผู้รับเหมาหยุดการก่อสร้าง-คืนผิวจราจรช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 หวังให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก-ปลอดภัย

“ศักดิ์สยาม” สั่งการ “กรมทางหลวง” แจ้งผู้รับเหมาหยุดการก่อสร้าง-คืนผิวจราจรช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 หวังให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก-ปลอดภัย พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวก่อนเดินทาง ฟาก ทล. หวั่นเส้นทางใต้สาหัส ลุยจัดทางเลี่ยงถนนพระราม 2

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการเน้นย้ำให้กรมทางหลวง (ทล.) เตรียมความพร้อมให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก และปลอดภัย ในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ โดยให้แจ้งผู้รับจ้างหยุดการก่อสร้าง และคืนผิวจราจรในพื้นที่ก่อสร้างให้มีช่องจราจรเท่าเดิม ติดตั้งป้ายจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ไฟกระพริบ ไฟแสงสว่าง ให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักที่คาดว่าประชาชนจะเดินทางเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ถนนสายเอเชีย ถนนพหลโยธิน ถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปสู่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ และถนนพระราม 2 เส้นทางหลักสู่ภาคใต้

ทั้งนี้ โครงการตามแนวเส้นทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สาย บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ตลอดแนวเส้นทางบนถนนมิตรภาพ 2.บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน กรมทางหลวงได้คืนพื้นที่ผิวจราจร ขาออก มุ่งหน้า จ.สระบุรี   และขาเข้า มุ่งหน้า กรุงเทพฯ บนเส้นทางสายหลัก 3 ช่องจราจร ทางขนาน 2 ช่องจราจร รวมไปกลับ 10 ช่องจราจร 

3.โครงการก่อสร้างสะพานกลับรถ ทางหลวงหมายเลข 1 (หหลโยธิน) กม.79 ถึง กม.80 (หนองแค) และ กม. 90 ถึง กม.104 (สระบุรี) เคลียร์พื้นที่ก่อสร้าง สามารถคืนผิวจราจร ขาออก มุ่งหน้า จ.สระบุรี  และขาเข้า มุ่งหน้า กรุงเทพฯ บนเส้นทางสายหลัก 3 ช่องจราจร  ทางขนาน 2 ช่องจราจร รวมไปกลับ 10 ช่องจราจร และ 4.โครงการก่อสร้างสะพานกลับรถทางหลวงหมายเลข 2 (ถ.มิรภาพ) บริเวณ กม.37+500 – กม.39+000 (กลางดง) สามารถ คืนพื้นที่ผิวจราจร ขาออก มุ่งหน้า จ.สระบุรี และ  ขาเข้ามุ่งหน้า กรุงเทพฯ บนเส้นทางสายหลัก 3 ช่องจราจร ทางขนาน 2 ช่องจราจร รวมไปกลับ 10 ช่องจราจร 

ขณะที่ เส้นทางสู่ภาคใต้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2 ) จากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย  งานขยายถนนในช่องคู่ขนานจากฝั่งละ 2 ช่อง เป็นฝั่งละ 3 ช่องรวม 6 ช่องไปกลับก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว 100% เมื่อรวมกับช่องทางหลัก (ทางด่วน) อีกฝั่งละ 3 ช่องหรือ 6 ช่อง ไปกลับรวมเป็น 12 ช่องไปกลับ กรมทางหลวงได้ตีเส้นจราจร และติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย และไฟฟ้าส่องสว่าง

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้จัดทำทางเลี่ยงการใช้ ทล.35 หรือ ถนนพระราม2 โดยให้ใช้ ถนนเพชรเกษม เข้าถนนเศรษฐกิจแล้วเข้าสู่ถนนพระราม 2 ที่ทางแยกต่างระดับสมุทรสาคร หรือจากถนนกาญจนาภิเษก ใช้ถนนเอกชัย – บางบอน เข้าถนนพระราม 2 ที่กม. 21 (บริเวณมหาชัยเมืองใหม่) หรือ ใช้ถนนเพชรเกษม ผ่านอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เพื่อเข้าสู่จังหวัดภาคใต้ได้โดยสะดวกต่อไป

ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และโปรดสังเกตป้ายแนะนำ ป้ายเสริม ตามที่ได้ติดตั้งไว้  เพื่อความปลอดภัยของท่าน และผู้ร่วมทาง รวมทั้งป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

NEDA กางแผนพัฒนาถนนเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านปี 63 มูลค่า 8.5 พันล้าน อัพเกรด 4 เส้นทาง เชื่อม 3 ประเทศ

NEDA กางแผนพัฒนาถนนเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน ปี 63 รวม 4 เส้นทาง เชื่อม 3 ประเทศ สปป.ลาว-เมียนมา-กัมพูชา ทุ่มเงินสนับสนุนแตะ 8.5 พันล้านบาท พร้อมยันเส้นทางกรุงเทพ-ทวาย เกิดแน่หลังมอเตอร์เวย์ “บางใหญ่-กาญฯ” เดินหน้าต่อได้

นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน องค์การมหาชน (สพพ.) หรือ NEDA เปิดเผยว่า ในปี 2563 มีภารกิจสนับนสนุนการผลักดันถนนเส้นทางเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน ตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสนับสนุนการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งของอาเซียน (ASEAN Connectivity) ที่และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยเป็นการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนารวมมูลค่า 8,500 ล้านบาท รวม 4 เส้นทาง เชื่อม 3 ประเทศ เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา ขณะที่แผน 5 ปีข้างหน้าจะเน้นมอบเงินทุนสนับสนุนให้กับกัมพูชาและเมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจโตโดดเด่นและไม่มีภาระหนี้มากนัก

สำหรับ ประเทศเมียนมานั้นในปี 2563 เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเงินทุน สนับสนุนการพัฒนาเส้นทางเชื่อมท่าเรือน้ำลึกทวาย เส้นทางกาญจนบุรี-ทวาย ระยะทาง 138 กม. วงเงิน 4,000 ล้านบาท ขณะนี้ผลการศึกษาแล้วเสร็จแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี และไปสิ้นสุดที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งทางรัฐบาลเมียนมาร์ต้องการเส้นทางนี้เป็นอย่างมากเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างไทยกับกลุ่มชาติ BIMSTEC ประกอบกับ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งขณะนี้เคลียร์ค่าเวนคืนจนเริ่มกลับมาก่อสร้างได้แล้ว และที่จะเปิดใช้ในปี 2566 ยิ่งทำให้เส้นทางนี้มีศักยภาพในการลงทุนพัฒนา

นายพีรเมศร์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนด้าน สปป.ลาวนั้น มี 2 โครงการที่จะสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำประกอบด้วย โครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (ช่วงจังหวัดบึงกาฬ-แขวงบอลิคำไซ) เป็นการสนับสนุนเงินทุนก่อสร้างในฝั่งสปป.ลาว วงเงิน 1,300 ล้านบาท ที่ประชุม ครม. เตรียมอนุมัติเงินกู้เพื่อเริ่มก่อสร้างในปี 2563 ไปพร้อมกับฝั่งไทย นอกจากนี้ยังเตรียมลงนามสัญญาเงินทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเส้นทางถนนหมายเลข 12 (R12) นครพนม ไทย–ท่าแขก/นาเพ้า สปป.ลาว–จาลอ/ฮานอย เวียดนาม ระยะทาง 147 กม. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า ใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังติดเงื่อนไขในการลงนามสัญญาคือข้อกำหนดให้ต้องให้ถนนเส้นนี้เป็นการขนส่งข้ามพรมแดนตามอนุสัญญา (GMS Cross-Border Transport Agreement : CBTA) เพื่อให้รถขนส่งสินค้าวิ่งเชื่อม 3 ประเทศ ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม ขนส่งสินค้าไปยังจีนตอนใต้

ขณะที่ ประเทศกัมพูชา ปีหน้าเตรียมเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติ เงินทุนสนับสนุนราว 1,200 ล้านบาท ในการพัฒนาเส้นทางเชื่อมไทย-กัมพูชา ช่วงถนนหมายเลข 67 (NR67) เสียมราฐ-อันลองเวง-จวม/สะงา ราชอาณาจักรกัมพูชา ราชอาณาจักรกัมพูชา ระยะทาง 131 กม. ใช้เวลาก่อสร้างราว 2 ปี ทั้งนี้การสนับสนุนเงินทุนในทุกโครงการมีดอกเบี้ยอยู่ที่เพียง 0.1% เป็นการส่งเสริมโอกาสให้ประเทศในกลุ่ม GMS พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค

‘ศักดิ์สยาม’ ห่วงใยการเดินทางประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ เน้นย้ำ ทล. เฝ้าระวังเป็นพิเศษ พุ่งเป้า 43 เส้นทางเสี่ยง

“ศักดิ์สยาม” ห่วงใยการเดินทางประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ เน้นย้ำ “กรมทางหลวง” เฝ้าระวังเป็นพิเศษ พุ่งเป้า 43 เส้นทางเสี่ยง หวั่นเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุ พร้อมแนะประชาชนแวะพักที่จุดบริการทางหลวง ให้พร้อมทั้งรถ ทั้งคน ก่อนเดินทางต่อ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่าว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้กับกรมทางหลวง โดยเน้นย้ำเรื่องความพร้อมในการให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่ทุกด้าน ต้องได้รับความสะดวก และปลอดภัย ในการเดินทาง ทั้งนี้ 1 ในมาตรการของกรมทางหลวง ในการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงปีใหม่ 2563 ภายใต้สโลแกนของกระทรวงคมนาคม “ใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยตลอดปีใหม่” นั้น กรมทางหลวงมีมาตรการด้านการป้องกันและรณรงค์ลดอุบัติเหตุ โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุ เพื่อวางแผนป้องกันลดอุบัติเหตุแก้ไขจุดเสี่ยง / จุดอันตราย ปิดจุดกลับรถ / ทางร่วมทางแยกบูรณาการร่วมบริหารการจราจรบริเวณจุดตัดรถไฟ

สำหรับในปีนี้ มีจุดที่ต้องเฝ้าระวังจำนวน 43 สายทาง 53 แห่ง ดังนี้

จุดเสี่ยงที่เกิดจากขับเร็ว/มีกิจกรรม 2 ข้างทาง 19 สายทาง 24 แห่ง ได้แก่
1. ทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ – ปากทางท่าลี่ กม.ต้น 25+000 กม.ท้าย 30+000 พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่
2.ทางหลวงหมายเลข 11 อุโมงค์ – กองบิน 41 กม.ต้น 550+000 กม.ท้าย 555+000 พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่
3.ทางหลวงหมายเลข 11 ภาคเหนือ – ขุนตานกม.ต้น 475+000 กม.ท้าย 480+000 พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่
4.ทางหลวงหมายเลข 1 พาน – สันทรายหลวง กม.ต้น 915+000 กม.ท้าย 920+000 พื้นที่จังหวัดเชียงราย
5.ทางหลวงหมายเลข 1021 แม่ต๋ำ – บ้านใหม่ กม.ต้น 15+000 กม.ท้าย 20+000 พื้นที่จังหวัดพะเยา
6.ทางหลวงหมายเลข 22 กุรุคุ – นครพนม กม.ต้น 235+000 กม.ท้าย 240+000 พื้นที่จังหวัดนครพนม
7.ทางหลวงหมายเลข 212 ย้อมพัฒนา – นาโพธิ์ กม.ต้น 420+000 กม.ท้าย 425+000 พื้นที่จังหวัดมุกดาหาร
8.ทางหลวงหมายเลข 12 กลางสะพานมิตรภาพที่แม่สอด (เขตแดนไทย/พม่า) – แม่ละเมา กม.ต้น 5+000 กม.ท้าย 10+000 พื้นที่จังหวัดตาก
9.ทางหลวงหมายเลข 2 โนนสะอาด – อุดรธานี กม.ต้น 440+000 กม.ท้าย 445+000 พื้นที่จังหวัดอุดรธานี
10.ทางหลวงหมายเลข 221 แยกการช่าง – เชิงบันไดเขาพระวิหาร กม.ต้น 60+000 กม.ท้าย 65+000 พื้นที่จังหวัดหลวงศรีสะเกษ
11.ทางหลวงหมายเลข 2 สระบุรี – ตาลเดี่ยว กม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000 พื้นที่จังหวัดสระบุรี
12. ทางหลวงหมายเลข 3188 ท่าเยี่ยม – ขอนหอมกม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000พื้นที่จังหวัดสระบุรี
13. ทางหลวงหมายเลข 321 ตอนแจง – สุพรรณบุรี กม.ต้น 100+000 กม.ท้าย 105+000 พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี
14.ทางหลวงหมายเลข 305 ต่างระดับรังสิต – วัดนาบุญ กม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000 พื้นที่จังหวัดปทุมธานี
15.ทางหลวงหมายเลข 303 ราษฎร์บูรณะ – พระสมุทรเจดีย์ กม.ต้น 10+000 กม.ท้าย 20+000 พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ
16.ทางหลวงหมายเลข 35 แสมดำ –สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนฝั่ง –นาโคก กม.ต้น 25+000 กม.ท้าย 35+000 พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร
17.ทางหลวงหมายเลข 3091 อ้อมน้อย –สมุทรสาคร กม.ต้น 15+000 กม.ท้าย20+000พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร
18.ทางหลวงหมายเลข 4 สระพระ-ห้วยทรายใต้ กม.ต้น 200+000 กม.ท้าย 205+000 พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี
19.หลวงหมายเลข 4 คลองจีจาง – หลุมดิน กม.ต้น 95+000 กม.ท้าย 100+000 พื้นที่จังหวัดราชบุรี
20.ทางหลวงหมายเลข 35 นาโคก – แพรกหนามแดง กม.ต้น 60+000 กม.ท้าย 65+000 พื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม
21.ทางหลวงหมายเลข 41 สวนสมบูรณ์ – เกาะมุกข์ กม.ต้น 110+000 กม.ท้าย 115+000 พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
22.ทางหลวงหมายเลข 4 ตลาดเก่า – คลองท่อม กม.ต้น 975+000 กม.ท้าย 980+000 พื้นที่จังหวัดกระบี่
23.ทางหลวงหมายเลข 402 หมากปรก – เมืองภูเก็ตกม.ต้น 30+000 กม.ท้าย 35+000 พื้นที่จังหวัดภูเก็ต
24.ทางหลวงหมายเลข 43 นาหม่อม- จะนะ กม.ต้น 20+000 กม.ท้าย 30+000 พื้นที่จังหวัดสงขลา

ขณะที่ จุดเสี่ยงที่เกิดจากขับเร็วทางโค้ง 6 สายทาง 6 แห่ง ได้แก่
1. ทางหลวงหมายเลข 101 หนองห้า – สวนป่า กม.ต้น 270+000 กม.ท้าย 275+000 พื้นที่จังหวัดแพร่
2. ทางหลวงหมายเลข 1090 แม่สอด-ห้วยน้ำริน กม.ต้น 30+000 กม.ท้าย 35+000 พื้นที่จังหวัดตาก
3. ทางหลวงหมายเลข 2 มวกเหล็ก – บ่อทอง กม.ต้น 50+000 กม.ท้าย 55+000 พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
4. หมายเลขทางหลวง 340 สุพรรณบุรี – ศรีประจันต์ กม.ต้น 90+000 กม.ท้าย 95+000 พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี
5. ทางหลวงหมายเลข 41 ควบคุม เกาะมุกข์ – ควนรา กม.ต้น 130+000 กม.ท้าย 135+000 พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช)
6. ทางหลวงหมายเลข 406 ปากจ่า – ค่ายรวมมิตร กม.ต้น 35+000 กม.ท้าย 40+000 พื้นที่จังหวัดสตูล

ในส่วนของ “เตือนข้ามฝั่ง” (เกาะสี) 5 สายทาง 5 แห่ง
1. . ทางหลวงหมายเลข105 แม่สอด – ห้วยบง กม.ต้น 5+000 กม.ท้าย 10+000 พื้นที่ จังหวัดตาก
2. ทางหลวงหมายเลข 208 ท่าพระ – หนองสระพัง กม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000 พื้นที่จังหวัดขอนแก่น
3. ทางหลวงหมายเลข 206 ตลาดแค – วังหิน กม.ต้น 5+000 กม.ท้าย 10+000 พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
4. ทางหลวงหมายเลข 3263 อยุธยา – ไผ่กองดิน กม.ต้น 5+000 กม.ท้าย 10+000 พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. ทางหลวงหมายเลข 4034 ปากน้ำกระบี่ – เขาทอง กม.ต้น 5+000 กม.ท้าย 10+000 พื้นที่จังหวัดกระบี่

ด้านจุดเสี่ยงที่เกิดจากโค้งลาดชัน 8 สายทาง 9 แห่ง
1. ทางหลวงหมายเลข 1095 กิ่วคอหมา – แม่นะ กม.ต้น 75+000 กม.ท้าย 80+000 พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
2. ทางหลวงหมายเลข 1020 โป่งเกลือ – บ้านปล้อง กม.ต้น 35+000 กม.ท้าย 40+000 พื้นที่จังหวัดเชียงราย
3. ทางหลวงหมายเลข 11 ปางเคาะ – ปางมะโอ กม.ต้น 415+000 กม.ท้าย 420+000 พื้นที่จังหวัดแพร่
4. ทางหลวงหมายเลข 213 สร้างค้อ – สกลนคร กม.ต้น 155+000 กม.ท้าย 160+000 พื้นที่จังหวัดสกลนคร
5. ทางหลวงหมายเลข 11 บึงหลัก – หนองน้ำเขียว กม.ต้น 350+000 กม.ท้าย 355+000 พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์
6. ทางหลวงหมายเลข 21 หนองบง – ภูสวรรค์ กม.ต้น385+000 กม.ท้าย 390+000 พื้นที่จังหวัดเลย
7. ทางหลวงหมายเลข 4 ตรัง – เขาพับผ้า กม.ต้น 1120+000 กม.ท้าย 1125+000 พื้นที่จังหวัดตรัง
8. ทางหลวงหมายเลข 4028 ห้าแยกฉลอง – กะรน กม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000 พื้นที่จังหวัดภูเก็ต
9. ทางหลวงหมายเลข 4029 กะทู้ – ป่าตอง กม.ต้น 0+000 กม.ท้าย 5+000 พื้นที่จังหวัดภูเก็ต

ขณะที่ จุดเสี่ยงที่เกิดจากหลับใน 5 สายทาง 9 แห่ง
1.ทางหลวงหมายเลข 1 วังม่วง – แม่เชียงรายบน กม.ต้น 536+000 กม.ท้าย 541+000 พื้นที่จังหวัดตาก
2. ทางหลวงหมายเลข 340 สาลี – สุพรรณบุรี กม.ต้น 49+500 กม.ท้าย 51+500 พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี
3. ทางหลวงหมายเลข 1 ประตูพระอินทร์ – หนองแค กม.ต้น 70+000 กม.ท้าย 73+000 พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
4. ทางหลวงหมายเลข 4 วังยาว – หนองหมู กม.ต้น 265+000 กม.ท้าย 269+000 พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
5. ทางหลวงหมายเลข 4 หนองหมู – ห้วยยาง กม.ต้น 298+000 กม.ท้าย 303+000 พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
6. ทางหลวงหมายเลข 37 วังโบสถ์ – ปราณบุรี กม.ต้น 33+500 กม.ท้าย 35+500 พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
7. ทางหลวงหมายเลข 4 นาโหนด – ห้วยทราย กม.ต้น 1191 + 500 กม.ท้าย 1193+ พื้นที่จังหวัดพัทลุง
8. ทางหลวงหมายเลข 4 ห้วยทราย – พรุพ้อ กม.ต้น 1216+5000 กม.ท้าย 1218 +500 พื้นที่จังหวัดพัทลุง
9. ทางหลวงหมายเลข 7 บางปะกง – หนองรี กม.ต้น 51+500 กม.ท้าย 53+500 ถนนมอเตอร์เวย์หมายเลข 7

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า ในจุดที่ต้องเฝ้าระวังจำนวน 43 สายทาง 53 แห่งนั้น กรมทางหลวงได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันจุดเสียงต่างๆ ทั้งติดตั้งป้ายเตือนป้ายแนะนำติดตั้ง Barrier น้ำและกรวยยาง ช่วงทางโค้ง หรือจุดที่มีความเสี่ยง จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และรถสำหรับตรวจสอบจุดเฝ้าระวัง บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควบคุมความเร็วจุดเฝ้าระวัง โดยกรมทางหลวงแนะนำให้พักที่จุดบริการกรมทางหลวงที่ตั้งอยู่บนสายทางเนื่องจากมีความพร้อมในการรองรับทั้งที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องดื่ม รวมถึงข้อแนะนำต่างๆ ทั้งนี้ควรหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามกรมทางหลวง ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางศึกษาเส้นทางก่อนการออกเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารแต่พอดี รวมทั้งหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สำคัญขอให้เคารพกฎจราจร กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้หากมีปัญหาในการเดินทาง โทรสอบถามได้ที่สายด่วน กรมทางหลวง1586 โทรฟรี 24 ชม.

‘ศักดิ์สยาม’ ยิ้มรับฉายา ‘โอ๋ แซ่รื้อ’ ลั่น! รื้อเพื่อประโยชน์ประชาชน หากไม่เป็นประโยชน์ พร้อมหยุดรื้อทันที

“ศักดิ์สยาม” ยิ้มรับฉายา “โอ๋ แซ่รื้อ” ลั่น! รื้อเพื่อประโยชน์ประชาชน หากไม่เป็นประโยชน์ พร้อมหยุดรื้อทันที

ตามที่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2562 โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับฉายาว่า “โอ๋ แซ่รื้อ” นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า การรื้อของตนนั้น ถ้าประชาชนได้รับประโยชน์ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อ และจะเดินหน้ารื้อต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาและปรับปรุง แต่หากไม่เป็นประโยชน์ ตนก็พร้อมที่จะหยุดรื้อ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลได้ตั้งฉายา “โอ๋ แซ่รื้อ” ให้กับนายศักดิ์สยาม เนื่องจากตั้งแต่เข้ามากำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ผุดไอเดียบรรเจิดจนคนต่อต้าน เช่น ติดตั้ง GPS ในรถยนต์ส่วนบุคคล ไม่พอ ยังเดินหน้ารื้อหลายโครงการที่เป็นปัญหา เช่น รื้อมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า รื้อคดีค่าโง่ทางด่วน รื้อหลักสูตรสอบใบขับชี่ รื้อแผนท่าเรือปากบารา-สงขลา2 รื้อแผนฟื้นฟู ขสมก. เป็นต้น

‘บิ๊กตู่’ มอบนโยบายจัดทำงบปี 64 ด้าน ‘ศักดิ์สยาม’ เข็นมาตรการลดค่าใช้จ่าย ปชช. ดีเดย์มอบของขวัญปีใหม่ 25 ธ.ค. นี้

“บิ๊กตู่” สั่ง “คมนาคม” ดึงยุทธศาสตร์ชาติประกอบการจัดทำงบประมาณปี 64 พร้อมกำชับพิจารณาโครงการฯ อย่างละเอียด หวั่นสร้างหนี้สาธารณะเกินเพดาน ด้าน “ศักดิ์สยาม” เรียกหน่วยงานถกความพร้อมโปรเจ็กต์ต่างๆ หวังเตรียมความก่อนลุยดำเนินการ ฟาก “มาตรการลดค่าใช้จ่าย ปชช.” ตบเท้าเข้า ครม.พรุ่งนี้ ก่อนสตาร์ทเริ่มมอบของขวัญปีใหม่ 25 ธ.ค.นี้

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่ในวันนี้ (23 ธ.ค. 2562) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณนั้น ได้ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมนำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีมาประกอบการพิจารณา พร้อมกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จะต้องพิจารณาโครงการต่างๆ ในอนาคต ที่อาจจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วย โดยจะต้องไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนการลงทุนในอนาคตนั้น มีแนวทางที่จะให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนมากขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมมากที่สุด

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (24 ธ.ค. 2562) จะเรียกหัวหน้าหน่วยงาน ทั้งส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ มาประชุมพิจารณาโครงการที่จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 มาหารือถึงความพร้อมของแต่ละหน่วยงานในโครงการต่างๆ ว่าจะต้องมีการปรับแก้ไขหรือไม่อย่างไร รวมถึงพิจารณาในส่วนของรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เช่น การให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) เป็นต้น

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย หลังจากเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น กระทรวงคมนาคมได้สอบถามความเห็นไปยังสำนักงบประมาณว่า การใช้มาตรการดังกล่าว เป็นอำนาจการอนุมัติของ ครม. หรือเพียงแค่ของบอร์ดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จะเริ่มมาตรการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2562

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า มาตรการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนนั้น  ประกอบด้วย การลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงตลอดทั้งวันราคาสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย จากเดิมราคาสูงสุด 42 บาท โดยใช้ได้ทั้งบัตรโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป และผู้ซื้อเหรียญโดยสาร ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2563 รวมระยะเวลา 3 เดือน

ในส่วนของดอนเมืองโทลล์เวย์นั้น ได้จัดทําคูปองลด 5% เพื่อใช้จ่ายค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน โดยคูปอง 1 ชุดมี 20 ใบ มูลค่า 1,520 บาท สําหรับค่าผ่านทาง 80 บาท (ราคาเต็ม 1,600 บาท) และมูลค่า 665 บาท สําหรับค่าผ่านทาง 35 บาท (ราคาเต็ม 700 บาท) ซึ่งสามารถซื้อคูปองได้ที่ตู้เก็บเงินค่าผ่านทางทุกตู้ทุกด่าน (เริ่มจําหน่าย 22 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป) โดยมาตรการคูปองลดราคานั้น ระยะเวลา 6 เดือน หากซื้อคูปองแล้วสามารถใช้ได้ 5 ปี

ขณะที่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ลดภาระค่าโดยสารให้แก่ผู้ถือบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรโดยสาร ราคา 50 บาท ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะบนรถโดยสาร) และที่นำบัตรมาใช้ชำระค่าโดยสาร แบ่งเป็น รถโดยสารปรับอากาศ (รถแอร์) ลดราคา 10% และรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) ลดราคา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 – 31 ม.ค. 2563 รวมระยะเวลา 2 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีการลดค่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ) จะจัดเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 25 บาท/คน/เที่ยว หรือ 25 บาทตลอดสาย จากราคาปกติคิดตามระยะทาง 15 -45 บาท โดยกำหนดช่วงเวลาเร่งด่วน (Off-peak) แบ่งเป็น ช่วง 05.30-07.00 น. ช่วง 10.00-17.00 น.และช่วง 20.00-24.00 น. ทั้งนี้ คณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอเรื่องมายังกระทรวงคมนาคมต่อไป ในส่วนของ รฟท. นั้น เตรียมมอบข้าวสารหอมมะลิ จากจังหวัดแพร่ ให้กับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วรถไฟด้วย ด้านการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) นั้น จะลดราคาค่าทางด่วน 5 บาทต่อเที่ยว ใน 114 ด่าน

จบแล้ว! ‘คมนาคม’ ชง ครม. ไฟเขียวขยายสัมปทานทางด่วน 15 ปี 8 เดือน แลกล้างหนี้ทั้งหมด ด้าน ‘ศักดิ์สยาม’ ยัน! ทำดีที่สุดแล้ว

พรุ่งนี้! (24 ธ.ค. 2562) “คมนาคม” ชง ครม.พิจารณาเห็นชอบขยายสัมปทานทางด่วน 15.8 ปี แลกล้างหนี้ทั้งหมด พ่วงยุติข้อพิพาททางด่วน พร้อมยกเว้นค่าผ่านทางวันหยุดตามประกาศสำนักนายกฯ ตลอดสัมปทาน รวม 300 กว่าวัน ด้าน “ศักดิ์สยาม” ยันทำดีที่สุดแล้ว หลังใช้เวลารวบรวมข้อมูลกว่า 4 เดือน

ายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นการหารือเพื่อหาข้อสรุปการยุติข้อพิพาททางด่วนระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่ากระทรวงคมนาคมได้มีการสรุปแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าว โดยจะมีการขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือนในส่วนของสัญญาระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ( A, B, C) ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 29 ก.พ. 2562 และทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D ที่จะสิ้นสุดวันที่ 22 เม.ย. 2570 รวมถึงโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C+) ที่จะสิ้นสุด 27 ก.ย. 2569 เป็นให้สิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. 2578 พร้อมมีเงื่อนไขว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องยุติข้อพิพาทและถอนฟ้องคดีทั้งหมดทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้วและที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแบ่งเป็น BEM ฟ้องร้อง 15 คดี และ กทพ.ฟ้องร้อง 2 คดี คิดเป็นมูลหนี้ข้อพิพาทประมาณ 137,517 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นทางเอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการยกเว้นค่าผ่านทางทุกด่านตามประกาศวันหยุดประจำปีของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีประมาณ 19 วันต่อปีตลอดอายุสัมปทาน ส่วนการยุติข้อพิพาทฯนั้นยังมีการกำหนดการจ่ายผลตอบแทนตามเดิมคือแบ่งสัดส่วนรายได้ให้ กทพ. 60% และ 40% ในสัญญา A B C ส่วนสัญญา C+ ทางเอกชนจะได้ค่าตอบแทนทั้งหมด และตามแนวทางการขยายอายุสัญญาสัมปทานได้กำหนดให้ BEM สามารถปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ปีละ 1 บาท แต่จะปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวคือในปี 2573 หรือขึ้นค่าผ่านทาง 10 บาท ส่วนที่อีก 5 ปี 8 เดือนไม่ให้ปรับขึ้น

ในส่วนประเด็นที่ไม่มีการต่อขยายสัญญาอีก 15 ปี พร้อมลงทุนทางด่วนสองชั้น (Double Deck) นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะผลักดันโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วย อีกทั้งยังเป็นการขัดกับมติครม.ที่กำหนดให้เจรจาเพื่อบรรเทาความเสียหายค่าชดเชยในข้อพิพาท ประกอบกับ การคำนวณโดยใช้ระบบดิจิทัลของกระทรวงคมนาคมพบว่า การต่อขยายสัมปทาน 15 ปี 8 เดือนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับรายได้ที่เอกชนเสียไปเพราะทางแข่งขันดอนเมืองโทลล์เวย์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมเตรียมจะเสนอรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางดังกล่าวในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบจะมีการดำเนินการแจ้งให้กับ BEM รับทราบเพื่อนำไปเจรจาให้ได้ข้อยุติภายในบริษัทฯ หลังจากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการตามมาตรา 43 เห็นชอบก่อนส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญา และนำเสนอกลับมาที่กระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป สำหรับกระบวนการทั้งหมดจะเร่งเดินหน้าให้ทันภายในเดือน ม.ค. 2563 ก่อนที่จะลงนามสัญญาภายในเดือน ก.พ. 2563 เนื่องจากสัญญาแรกจะสิ้นสุดในวันที่ 29 ก.พ. 2563 โดยหากดำเนินการไม่ทันอาจจะต้องจ้างเอกชนบริหารจัดการไปก่อน

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากข้อสรุปตามที่ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุนั้น พิจารณามาจากข้อมูล และการคำนวณจากตัวเลขจริง ทั้งจากการรายงานของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และ BEM ทั้งนี้ การขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือนนั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการหารือร่วมกับบริษัทเอกชน พร้อมทั้งดูสถิติตัวเลข จากเดิมที่กำหนดไว้ 16 ปี 9 เดือน รวมถึงการยกเว้นค่าผ่านทางทุกด่านตามประกาศวันหยุดประจำปีของสำนักนายกรัฐมนตรีตลอดอายุสัญญาสัมปทานรวม 300 กว่าวันนั้น บริษัทเอกชนจะสูญเสียรายได้ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การดำเนินการในครั้งนี้ มีการศึกษาไว้อย่างครบถ้วน อธิบายไว้อย่างชัดเจน และทำดีที่สุดแล้ว จากการใช้ระยะเวลากว่า 4 เดือน หลังจากตนเข้ามารับตำแหน่ง ในการรวบรวมข้อมูล โดยในวันพรุ่งนี้ จะเสนอให้ ครม. พิจารณา ก่อนเข้าสู่กระบวนการ กทพ.เจรจากับกฤษฎีกา ในส่วนของบริษัทเอกชน แจ้งต่อการประชุมผู้ถือหุ้น จากนั้นจะส่งเรื่องกลับมายัง ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป

ขณะที่ นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. กล่าวว่า ในการหาแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าวได้มีการชี้แจงสหภาพแรงงานฯกทพ.ไปแล้ว ซึ่งก็มีความเข้าใจในแนวทางดำเนินการตามนี้โดยเงื่อนไขรายละเอียดการต่อสัมปทานนั้นประกอบด้วย 1.ยุติข้อพิพาททั้งหมด 2.ไม่ขึ้นค่าทางด่วนจนถึงปี 2572 และมีกำหนดปรับขึ้นทุก 10 ปี ครั้งละ 10 บาท จนหมดอายุสัมปทาน 3.เอกชนแบ่งรายได้ให้ กทพ.ไม่น้อยกว่าเดิมคือ 60% ของรายได้ทั้งหมด 4.งดเว้นเก็บค่าผ่านทางด่วนทุกเส้นทางในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามที่ครม.กำหนด ตลอดสัมปทาน 15 ปี 5.ก่อสร้างด่านเก็บเงินเพิ่มอีก 2 จุดที่ด่านอโศกและด่านประชาชื่น 6.ก่อสร้างจุดขึ้น-ลงที่สถานีกลางบางซื่อ 7.การใช้เทคโนโลยีตั๋วร่วมและระบบบัตร EMV ในการคิดค่าผ่านทาง 7.อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (IRR) 15% และ8.ลดค่าผ่านทางบางด่านในอนาคต

ทั้งนี้ สำหรับทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) มูลค่า 32,000 ล้านบาท นั้นจะยังไม่มีการพัฒนาในเร็วๆนี้ เพราะติดเรื่องการขออนุมัติจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 2 ปี หากมีทิศทางแน่ชัดจะมีการนำพิจารณาแนวทางผลักดันและเปิดประมูลงานก่อสร้างต่อไปเพื่อแก้ปัญหารถติดบนทางด่วน ส่วนเรื่องข้อพิพาทกับ BEM ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากการพัฒนาต้องทุบทางด่วนบางช่วงทิ้งนั้นจะมีการเจรจากันอีกครั้งหากจะผลักดันอย่างจริงจัง แต่ในขณะนี้โครงการนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และไม่ใช่โครงการข้อพิพาท