ผนึกกำลัง 6 หน่วยงาน ดึง ‘ผู้โดยสารต่อเครื่อง’ เที่ยวไทย ช่วงเวลารอบิน เริ่มต้นปี 70 หนุนสร้างรายได้-ดัน Aviation Hub

“คมนาคม-ท่องเที่ยว” เดินหน้าผนึกกำลังรัฐ-เอกชน ปั้นโมเดล “เปลี่ยนเวลารอเครื่องเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” เตรียมนำร่องต้นปี 70 ใน 4 สนามบินหลัก “สุวรรณภูมิ–ดอนเมือง–ภูเก็ต–กระบี่” เปิดทางผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีเวลารอ 6–24 ชม. ออกเที่ยวระยะสั้นผ่านแพ็กเกจพิเศษ ทั้งสายกิน–วัฒนธรรม–สุขภาพ ดึงนักเดินทางสัมผัสเสน่ห์ไทย หวังต่อยอดกลับมาเที่ยวไทยแบบพำนักระยะยาว ดันประเทศสู่ Aviation Hub & Tourism Hub ของภูมิภาค

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ เรื่อง “การกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทย” เมื่อวานนี้ (5 ต.ค. 2569) ว่า การลงนามครั้งนี้ มีภาคีเครือข่าย 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของระบบคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินเข้ากับภาคการท่องเที่ยวและบริการ มุ่งสร้างความสะดวกในการเดินทาง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) ของภูมิภาค

ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศประมาณ 17.43 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 1.3 ล้านคน เป็นผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน (Transfer Passenger) ซึ่งมีเวลารอเชื่อมต่อเที่ยวบินเฉลี่ย 6–12 ชั่วโมง ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนาสิทธิประโยชน์และบริการที่เชื่อมโยงการเดินทางกับกิจกรรมท่องเที่ยว การพำนัก และการใช้บริการในประเทศไทย เปลี่ยนเวลาการรอเครื่องให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Journey)

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งตอบโจทย์เป้าหมายการพาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการอากาศ ทั้งในด้านการขนถ่ายผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ซึ่งแม้การขนส่งสินค้าทางอากาศจะมีปริมาณไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่าการส่งออกกลับมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ กระทรวงคมนาคมจึงขับเคลื่อนโครงการตามเป้าหมายของรัฐบาลในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ โครงการนี้ จะเริ่มดำเนินการนำร่องในช่วงต้นปี 2570 ใน 4 สนามบินหลักที่มีผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานกระบี่ โดยในอนาคตอาจขยายไปยังท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สำหรับการดำเนินงานจะเน้นการจัดสรรและกำหนดช่วงเวลาการเปลี่ยนเครื่องให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาต่อเครื่องตั้งแต่ 6-8 ชั่วโมง (ชม.) ไม่เกิน 24 ชม. สามารถออกไปท่องเที่ยวระยะสั้นได้

สำหรับแนวคิดนี้ คล้ายกับการท่องเที่ยวเรือสำราญที่แวะจอดตามเมืองต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศ ชิมอาหาร และเดินทางกลับมาขึ้นเรือต่อ โดยเป็นการเปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวและการต้อนรับของคนไทย จะเป็นประตูและหน้าต่างสร้างความประทับใจ เพื่อจูงใจให้พวกเขากลับมาท่องเที่ยวระยะยาวกับครอบครัวในอนาคต เป็นเวลา 3 วัน 5 วัน 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องมากที่สุดประมาณ 1.3 ล้านคนต่อปี รองลงมาคือสนามบินดอนเมืองในช่วงเริ่มต้นโครงการ ททท. ตั้งเป้าหมายกระตุ้นกลุ่มเป้าหมาย (Activate) ให้ได้ 10% ของผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องทั้งหมด โดยเตรียมจัดสิทธิประโยชน์ (Incentive) เป็นแพ็คเกจพิเศษโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (Free of charge) แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะใช้เงินงบประมาณปกติของ ททท. ในการดำเนินงานระยะแรกก่อน

ทั้งนี้ เงื่อนไขการเดินทาง นักท่องเที่ยวที่จะเข้าร่วมต้องมีเวลาต่อเครื่องตั้งแต่ 6 ชม.ขึ้นไป และต้องเข้าร่วมผ่านโปรแกรมพิเศษที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่าง ททท., สมาคมสายการบิน, สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ATTA) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เท่านั้น โดยผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางออกไปเองได้อย่างอิสระ และไม่มีการพักค้างคืน เนื่องจากระยะเวลาการต่อเครื่องตามหลักสากลจะไม่เกิน 24 ชม.

ปัจจุบัน ททท. อยู่ระหว่างการออกแบบแพ็คเกจนำเที่ยวพิเศษเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักเดินทาง โดยมี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ ด้านอาหาร (Gastronomy Route) ที่จะพานักท่องเที่ยวไปลิ้มลองอาหารไทยและสตรีทฟู้ด ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (Classic & Cultural Route) เช่น การเข้าชมพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงการเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และด้านสุขภาพ (Health & Wellness Route) เช่น บริการสปา นวดแผนไทย สำหรับแพ็คเกจเหล่านี้จะได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านสายการบิน บริษัทนำเที่ยว และเคาน์เตอร์เช็คอิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน