กทพ. จ่อชง ครม. ไฟเขียวทางด่วนภูเก็ต ‘อุโมงค์กะทู้-ป่าตอง’ ธ.ค. นี้ ปักหมุดเปิดใช้ปี 74 เหลือเวลาเดินทางแค่ 5 นาที

กทพ. เดินเครื่องทางด่วนภูเก็ต ลุยเฟสแรกอุโมงค์ใหญ่สุดในไทย “กะทู้–ป่าตอง” ระยะทาง 3.98 กม. มูลค่า 1.67 หมื่นล้าน จ่อชง ครม. ไฟเขียว ธ.ค. นี้ คาดได้ผู้รับจ้าง เม.ย. 70 สร้าง 4 ปี เสร็จปี 74 ช่วยหั่นเวลาเดินทางจาก 30 นาที เหลือเพียง 5 นาที ส่วนเฟส 2 เมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ อีก 30.62 กม. วงเงิน 6.74 หมื่นล้าน ปักธงสร้างปี 71 เสร็จปี 74 พลิกโฉมการเดินทางฝ่าวิกฤตจราจรเมืองไข่มุกแห่งอันดามัน เชื่อมโครงข่ายหนุนการเติบโตของเมืองท่องเที่ยว

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจราจร เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และรองรับการขยายตัวของจังหวัดภูเก็ต โดย กทพ.วางแผนพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง และระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และโครงข่ายถนนสายหลักของจังหวัดให้เป็นระบบเดียวกัน

ทั้งนี้ โครงการระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ถือเป็นโครงการสำคัญในการแก้ปัญหาการเดินทางระหว่างพื้นที่กะทู้กับป่าตอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ โดยเฉพาะแนวเทือกเขา กทพ. จึงออกแบบให้มีทั้งทางยกระดับและอุโมงค์ลอดภูเขา รวมระยะทาง 3.98 กิโลเมตร (กม.) รวมวงเงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 16,757 ล้านบาท แบ่งเป็น มีค่าจัดกรรมสิทธิ์ประมาณ 5,792 ล้านบาท ค่าก่อสร้างและควบคุมงานประมาณ 10,965 ล้านบาท โดยรูปแบบการลงทุน กทพ.จะเป็นผู้ลงทุนในงานโยธา ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมลงทุนในส่วนของการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ O&M

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กทพ. ได้เสนอโครงการฯ ไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว โดยมีการปรับแบบโครงการฯ โดยเฉพาะการปรับลดขนาดอุโมงค์จาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร และอยู่ระหว่างสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการได้ประมาณ ธ.ค. 2569 หาก ครม. มีมติเห็นชอบ พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคา (ประมูล) และได้ผู้รับจ้างประมาณ เม.ย. 2570 ส่วนการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายใน ม.ค. 2570 คาดว่า จะเริ่มก่อสร้าง ต.ค. 2570 ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี หรือแล้วเสร็จ ก.ย. 2574 และตั้งเป้าเปิดให้บริการใน ต.ค. 2574

สำหรับจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณจุดตัดถนนพระเมตตา หรือ ภก.4055 ที่ กม.0+350 ฝั่งป่าตอง ก่อนยกระดับข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์เป็นระยะทางประมาณ 0.90 กม. และเข้าสู่อุโมงค์ลอดเขานาคเกิด ระยะทาง 1.85 กม. โดยอุโมงค์ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างภายใน 14 เมตร โดยถือเป็นอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถรองรับ 4 ช่องจราจรต่อทิศทาง แบ่งเป็นช่องสำหรับรถยนต์ 2 ช่อง และรถจักรยานยนต์ 2 ช่อง เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเดินทางของภูเก็ต จากนั้นออกจากอุโมงค์เชื่อมต่อฝั่งกะทู้ด้วยทางยกระดับบริเวณถนนพระบารมี หรือ ทล. 4029 อีกประมาณ 1.23 กม.

ทั้งนี้ การก่อสร้างโครงการดังกล่าว ทำให้การเดินทางระหว่างกะทู้กับป่าตองสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของเส้นทางเดิม โดยโครงการมีทั้งทางแยกต่างระดับป่าตองและทางแยกต่างระดับกะทู้ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนโดยรอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดการพึ่งพาถนนเดิมที่มีข้อจำกัดด้านกายภาพและปริมาณจราจร เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต อีกทั้งช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างกะทู้-ป่าตอง จากปัจจุบันต้องใช้ระยะเวลาการเดินทาง 30 นาที และเมื่อมาใช้อุโมงค์ จะเหลือเพียง 5 นาทีเท่านั้น

ส่วนอัตราค่าผ่านทางนั้น กทพ.ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการทบทวนโครงสร้างค่าผ่านทางใหม่ จากเดิมที่เคยพิจารณาไว้สำหรับ รถจักรยานยนต์จากเดิม 15 บาท เหลือ 10 บาท, รถยนต์ 4 ล้อ จากเดิม 40 บาท เหลือ 20 บาท, รถยนต์ 6-10 ล้อ จากเดิม 85 บาท เหลือ 40 บาท และรถยนต์มากกว่า 10 ล้อ จากเดิม 125 บาท เหลือ 60 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดให้บริการโครงการระยะที่ 1 คาดการณ์ว่า จะมีปริมาณจราจรเฉลี่ยประมาณ 50,000-60,000 คันต่อวัน รวมรถจักรยานยนต์ และจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ เป็นโครงข่ายต่อเนื่องจากระยะที่ 1 และขยายการเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ตอนกลางและฝั่งตะวันออกของจังหวัดภูเก็ต โดยโครงการมีระยะทางรวม 30.62 กม. แบ่งเป็นทางหลัก (Main Line) ระยะทาง 24.45 กม. และทางร่วมบรรจบ (Spur Line) ระยะทาง 6.17 กม. ด้านวงเงินโครงการอยู่ระหว่างทบทวนกรอบการลงทุนโครงการ เบื้องต้น ประมาณ 67,461.72 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ประมาณ 29,547.80 ล้านบาท ค่าก่อสร้างและควบคุมงานประมาณ 37,913.92 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าโครงการฯ ระยะที่ 2 นั้น กทพ. อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดโครงการ คาดว่า จะนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการภายในปี 2570 โดยมีเป้าหมายเริ่มงานก่อสร้าง หรือ NTP ใน ต.ค. 2571 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี และตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการในช่วง ต.ค. 2574 เช่นเดียวกับเป้าหมายการเปิดให้บริการของระยะที่ 1 ขณะที่ในส่วนของพื้นที่ กทพ. อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้กับกรมป่าไม้

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า แนวเส้นทางหลักของโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ เริ่มต้นบริเวณจุดตัดกับ ทล.4026 มุ่งลงทางทิศใต้ ผ่านพื้นที่เมืองใหม่ ก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายทางพิเศษระยะที่ 1 บริเวณ ทล.4029 ขณะที่ Spur Line จะเริ่มต้นบริเวณทางแยกต่างระดับม่าหนิก 2 ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างทางหลักกับทางร่วมบรรจบในลักษณะ System Interchange มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก และสิ้นสุดบริเวณทางแยกต่างระดับบางคู เพื่อเชื่อมต่อกับ ทล.4024 ทำให้โครงข่ายสามารถกระจายการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ของภูเก็ตได้มากขึ้น

ในส่วนของรูปแบบโครงสร้าง ระยะที่ 2 ระยะทาง 30.62 กม. ผสมผสานโครงสร้าง 3 รูปแบบตามสภาพพื้นที่ ประกอบด้วย ทางระดับดินระยะทาง 10.42 กม. อุโมงค์ระยะทาง 1.71 กม. และทางยกระดับระยะทาง 18.49 กม. โดยอุโมงค์มีความกว้างประมาณ 11.68 เมตร ซึ่งเป็นการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและข้อจำกัดของพื้นที่ จ.ภูเก็ต

สำหรับจุดเด่นอีกด้านของระยะที่ 2 คือการออกแบบระบบจัดเก็บค่าผ่านทางในลักษณะ MTC/ETC ระบบปิด (Closed System) ซึ่งคิดค่าผ่านทางตามระยะทางที่ผู้ใช้บริการเดินทางจริง ขณะเดียวกันยังเตรียมพัฒนาพื้นที่บริการเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ทาง โดยมี Service Area บริเวณ กม.3+900 ฝั่งขาออกสู่สนามบิน และ Rest Stop บริเวณ กม.16+400 บนแนว Spur Line ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการประมาณ 13 ไร่ รองรับการพักรถและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง สนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศ