’ศุภจี‘ นำทัพยกเครื่อง ‘สุวรรณภูมิ’ แก้คิว ตม.ยาว ดันขยายใช้ Auto Gate 33 สัญชาติ เร่งขยายสนามบินสู่ Aviation Hub
“ศุภจี” บูรณาการหน่วยงาน เร่งยกระดับการให้บริการ “สุวรรณภูมิ” แก้ปัญหาคิว ตม. ยาว สั่งเร่งแก้ปัญหาทั้งระบบ เดินหน้ามาตรการระยะสั้น ขยายการใช้ Auto Gate จาก 2 สัญชาติเป็น 33 สัญชาติ พร้อมศึกษาใช้พื้นที่ SAT-1 เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม ควบคู่กับการเร่งก่อสร้างโครงการ East Expansion & South Terminal ลุยศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “ดิวตี้ฟรีขาเข้า” กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (17 ส.ค. 2569) ไเ้เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีภาพผู้โดยสาร หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติยืนต่อแถวยาวบริเวณจุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งหากการเข้าเมืองใช้เวลานานหรือเกิดความไม่สะดวก ย่อมกระทบต่อความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบ เพราะการท่องเที่ยวเป็นรายได้มูลค่าสูงของประเทศ และรัฐบาลต้องการให้รายได้นี้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงต้องดูแลตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน ไปจนถึงประสบการณ์ระหว่างรอคิว
วันนี้ไม่ได้มาดูเพียงว่าคิว ตม. ยาวเท่าไร แต่ต้องดูว่าอะไรแก้ได้ทันที อะไรต้องใช้งบประมาณ อะไรต้องแก้กฎหมาย และอะไรต้องวางแผนระยะยาว ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันแก้เป็นส่วน ๆ” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวต่อว่า มาตรการระยะสั้นต้องเน้นลดเวลารอคิว บริหารกำลังเจ้าหน้าที่ให้ตรงกับช่วงเที่ยวบินหนาแน่น เพิ่มพื้นที่พักคอย และขยายจำนวนสัญชาติที่ใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Gate) เพื่อระบายผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำออกจากคิวตรวจเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังให้เร่งแก้ปัญหา Thailand Digital Arrival Card หรือ TDAC หลังพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนถูกเว็บไซต์ปลอมหลอกเรียกเก็บค่าบริการ ทั้งที่ระบบทางการไม่มีค่าธรรมเนียม จึงต้องประสานสายการบินให้แจ้งผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเช็กอิน พร้อมสแกน QR Code ทางการให้ถูกต้อง
สำหรับระยะกลางนั้น ได้มอบให้นายสิริพงศ์หารือร่วมกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ SAT-1 เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมแนวทางเชื่อมผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารกระจุกตัวอยู่บริเวณเดียวกัน ส่วนระยะยาว จะต้องเร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนนักเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงเตรียมระบบให้พร้อม ก่อนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวในปี 2570

ด้าน พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม.เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ และฮ่องกง เพิ่มอีก 31 สัญชาติเป็น 33 สัญชาติ โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดว่า จะสามารถใช้ได้ทันในช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ปีนี้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน โดยช่วงที่มีผู้โดยสารหนาแน่น (พีค) คือ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารเข้า ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ส่วนไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน โดยช่อง Auto Gate ใช้เวลาตรวจเฉลี่ย 24-30 วินาทีต่อคน หากไม่มีประเด็นด้านความมั่นคง โดยเมื่อระบบพร้อมเต็มที่ คาดว่าจะช่วยให้ผู้โดยสารขาเข้าใช้ช่องอัตโนมัติได้ประมา๊ 50% ขณะที่กลุ่มที่ต้องตรวจละเอียดจะยังผ่านเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานความมั่นคง

ศึกษาคัมแบ็คดิวตี้ฟรีขาเข้า
ขณะที่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการให้บริการและลดความแออัดของผู้โดยสาร การลดระยะเวลากระบวนการการตรวจคนเข้าเมืองให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันในการแก้ไขระยะสั้น รวมทั้งแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ในปี 2568 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้โดยสาร 62.90 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 370,823 เที่ยวบิน และในปี 2569 คาดการณ์ว่า จะมีปริมาณผู้โดยสาร 61.85 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 368,959 เที่ยวบิน ส่วนการศึกษาของ ทอท. ถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการดิวตี้ฟรี ขาเข้านั้น ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด และหากมีความเหมาะสมจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
สำหรับการแก้ปัญหาความแออัดและอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่ง ทอท. มีแผนดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่เช็กอินสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ และผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินล่วงหน้า ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,250 ตารางเมตร (ตร.ม.) โดยสามารถรองรับที่นั่งผู้โดยสารประมาณ 610 ที่นั่ง พร้อม CUSS Kiosk 18 จุด และเคาน์เตอร์เช็กอิน 8 จุด รวมทั้งพื้นที่สำหรับ Repack กระเป๋า จุดประชาสัมพันธ์ จุดรักษาความปลอดภัย ร้านค้า จุดคืนภาษี จุดเติมน้ำดื่ม จุดชาร์จ และห้องสูบบุหรี่ เป็นต้น

อัพเดตโปรเจกต์ @สุวรรณภูมิ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคนต่อปี มีระยะเวลาก่อสร้าง ปี 2570 – 2574 ในส่วนของการขยายศักยภาพด้านทิศใต้ของท่าอากาศยาน จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ (South Terminal) ที่จะสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างระหว่างปี 2572 – 2578 ด้านการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานในระยะที่ 2 จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเปิดใช้งานปี 2583
นอกจากนี้ ทอท. มีแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานของ ทอท. ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว ซึ่งจากการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนา ทสภ. สู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) โดยผลการศึกษาภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบนพื้นที่แปลงที่ดิน Airport Business (A37) ที่มีเนื้อที่ประมาณ 548 ไร่ หรือ 876,800 ตร.ม. ในรูปแบบการเช่า เพื่อสร้างโรงแรมระดับ Upscale และ Midscale เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว สำหรับแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการ ทสภ. นั้น มีเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ด้านการขนส่งทางอากาศ ด้านโลจิสติกส์และบริหารจัดการคลังสินค้า แสดงความประสงค์เข้าลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ทอท. ได้วางผังการประโยชน์พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว โดยทางทิศใต้จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมสนับสนุนท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขนาดพื้นที่ 420,800 ตารางเมตร คลังสินค้า (Cargo Terminal) ขนาดพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร กิจกรรมสนับสนุน ขนาดพื้นที่ 539,200 ตารางเมตร ซึ่งรวมพื้นที่ครัวการบิน (In-Fight Catering) ขนาดพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร และโรงแรมสนามบิน (Airport Hotel)
กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าเต็มกำลังสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub) ทั้งด้านการขนถ่ายผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศ โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น” นายสิริพงศ์ กล่าว
