AOT เผยผลประกอบการ 9 เดือนปี 69 โกยกำไร 1.48 หมื่นล้าน เล็งคัมแบ็คเปิด ‘ดิวตี้ฟรี‘ ขาเข้า หวังสร้างรายได้เพิ่ม
AOT รายงานผลประกอบการ 3 ไตรมาส ปี 69 รวม 6 สนามบิน โกยกำไร 1.48 หมื่นล้าน มีเที่ยวบินรวมกว่า 6 แสนไฟลท์ ผู้โดยสารใช้ 99 ล้านคน เร่งยกระดับสนามบินรองรับการเดินทาง เตรียมเพิ่มรูปแบบให้บริการแบบ Premium Service พร้อมศึกษาความเป็นไปได้เปิด Duty Free ขาเข้า หวังเพิ่มรายได้
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยถึงปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ใน 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – มิ.ย. 2569) มีจำนวนเที่ยวบินรวม 605,838 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 0.61% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 340,118 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 265,720 เที่ยวบิน มีจำนวนผู้โดยสารรวม 99.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.84% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 60.24 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 38.79 ล้านคน

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 AOT มีรายได้รวมทั้งสิ้น 50,205 ล้านบาท ลดลง 1.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 14,812.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 549.96 ล้านบาท หรือเพิ่ม 3.86% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายหรือการให้บริการลดลง 707.73 ล้านบาท หรือลดลง 1.39% จากการลดลงของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน 1,404.29 ล้านบาท หรือลดลง 5.56% ในขณะที่รายได้เกี่ยวกับกิจการการบินเพิ่มขึ้น 696.56 ล้านบาท หรือเพิ่ม 2.72% ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 815.44 ล้านบาท หรือลดลง 2.55%
นางสาวปวีณา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการควบคู่กับการเพิ่มรายได้นั้น AOT ได้มีการพิจารณาเพิ่มรูปแบบการให้บริการแบบ Premium Service ซึ่งเป็นบริการช่องทางพิเศษที่ท่าอากาศยานชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้โดยสาร รวมทั้งช่วยบริหารจัดการและลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการใช้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ อีกทั้งจะเพิ่มแนวทางเพื่อการบริหารจัดการหลุมจอดอากาศยานให้สามารถรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น

นางสาวปวีณา กล่าวอีกว่า AOT ยังคงเดินหน้าผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานของ AOT ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว โดยขณะนี้มีรายได้เพิ่มจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ อาทิ การให้เช่าที่ดินแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเติม ที่จอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ อีกทั้ง แปลงถนนวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะนี้มีเอกชนสนใจลงทุน 3-4 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ด้านการขนส่งสินค้าและบริหารจัดการคลังสินค้าที่มีศักยภาพในการเชื่อมต่อระบบการขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงคาดว่าหากเปิดให้บริการจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการส่งออก และนำเข้าสินค้าทางอากาศเหลือเพียง 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม AOT มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสบการณ์เดินทางที่ดีเยี่ยมในระดับสากล ครอบคลุมทั้งด้านความสะดวก ปลอดภัย ทันสมัย และเป็นมิตรกับผู้โดยสาร ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการบริหารท่าอากาศยาน ไปพร้อมกับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub) ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของชาติต่อไป
