“พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมหารือสภาธุรกิจรัสเซีย–ไทยและภาคเอกชนรัสเซีย เปิดกว้างความร่วมมือรัฐ–เอกชนหลังลงนาม MOU ครอบคลุม 4 มิติ ราง–บก–น้ำ–อากาศ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ยานยนต์ และพลังงาน ย้ำทุกความร่วมมือต้องสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย ลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มทางเลือกการเดินทาง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน พร้อมต่อยอดสู่การเจรจาที่กรุงเทพฯ และ Russia-Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ
ระหว่างภารกิจ ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดโอกาสให้สภาธุรกิจรัสเซีย–ไทย (Russia-Thailand Business Council: RTBC) นำโดย Mr. Ivan Ivanovich Demchenko (นายอีวาน อีวาโนวิช เดมเชนโก) พร้อมผู้บริหารภาคธุรกิจรัสเซีย เข้าพบและนำเสนอแนวทางความร่วมมือและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

การหารือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญภายหลังไทยและรัสเซียลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านคมนาคม โดยกระทรวงคมนาคมต้องการให้ความร่วมมือไม่เพียงเฉพาะในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น แต่เปิดกว้างให้ ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเปลี่ยนกรอบความร่วมมือไปสู่โครงการ การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรที่เกิดผลเป็นรูปธรรม
นายพิพัฒน์กล่าวว่าในการหารือ ฝ่ายรัสเซียแสดงความสนใจต่อความร่วมมือด้าน คมนาคมและโลจิสติกส์ครบทั้ง 4 มิติ ทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ตั้งแต่ระบบรถไฟ การขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Freight) การขนส่งทางบก ตลอดจนการขนส่งสินค้าทางทะเลและเส้นทางเดินเรือ เพื่อสร้างเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างไทย–รัสเซียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาคธุรกิจรัสเซียที่เข้าร่วมหารือครอบคลุมหลายสาขา ได้แก่ FESCO ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์, Novostal-M ด้านอุตสาหกรรมเหล็ก, Rosatom Logistics ด้านโลจิสติกส์ และ TMH ด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบราง โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอและความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับประเทศไทยในอนาคต
ในด้านระบบราง ฝ่ายรัสเซียได้นำเสนอศักยภาพด้านหัวรถจักร ตู้โดยสาร และอุปกรณ์ระบบราง ขณะที่ฝ่ายไทยเปิดรับการศึกษาเทคโนโลยีและรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม โดยจะต้องพิจารณาทั้งด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ รวมถึงโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่บุคลากรและอุตสาหกรรมระบบรางของไทย
ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัสเซียยังแสดงความสนใจที่จะสร้างความร่วมมือกับ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ซึ่งประเทศไทยมีฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง รวมทั้งเสนอความร่วมมือด้าน IT Solution สำหรับภาคคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการขนส่ง
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนถึงโอกาสด้านพลังงานและการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำหรับภาคคมนาคมและโลจิสติกส์ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการเพิ่มความเชื่อมโยงทางอากาศและเที่ยวบินตรงระหว่างไทยกับรัสเซีย ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเดินทาง การท่องเที่ยว การค้า และการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ

นายพิพัฒน์ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้ข้อเสนอจากการหารือครั้งนี้เดินหน้าต่อ ไม่หยุดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยนายอีวานและคณะมีกำหนดเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อภาคธุรกิจรัสเซียกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนไทยที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาประเด็นที่มีศักยภาพเป็นรายสาขา เพื่อผลักดันจากข้อเสนอไปสู่การเจรจาที่มีรายละเอียดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ความร่วมมือดังกล่าวจะเชื่อมต่อไปยัง Russia-Thailand Investment Forum ครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งกระทรวงคมนาคมยินดีส่งผู้แทนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์อย่างยั่งยืนระหว่างรัสเซียกับไทย

ทั้งนี้ การต่อยอด MOU ไทย–รัสเซียจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุน และตลาดใหม่ พร้อมสร้างโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ซึ่งในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการค้าและการท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพบริการด้านคมนาคมให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น