กทพ. ชูเวทีสัมมนานานาชาติยกระดับเทคโนโลยีอุโมงค์ ยกระดับความปลอดภัย เร่งเครื่อง “กะทู้-ป่าตอง” 1.1 หมื่นล้าน จ่อชง “คมนาคม” ก.ค. นี้ เริ่มสร้างปี 70 เปิดใช้ปี 74 รองรับรถวันละ 7 หมื่นคัน เผยลดค่าผ่านทางตามนโยบายรัฐ พร้อมเร่ง Double Deck รอ PPP เคาะ ย้ำ! เงื่อนไขสัมปทานต้องเป็นธรรม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา การบริหารจัดการทางพิเศษ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ กทพ. อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท รูปแบบอุโมงค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ลอดผ่านภูเขาในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด จึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ว่า ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมและ กทพ. ได้เตรียมความพร้อมคู่ขนานกันไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้เมื่อผ่านการอนุมัติ อีกทั้ง เตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ทางด่วนกว่า 300 ครอบครัว รวมถึงหารือร่วมกับสหภาพแรงงานของ กทพ. เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติจะได้รับจากการพัฒนาดังกล่าว
สำหรับประเด็นการขยายอายุสัญญาสัมปทานนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาและเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดมาก่อน จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะนำตัวเลขมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นธรรมและคนไทยทั้งประเทศรับได้ ก่อนที่จะตัดสินใจอนุมัติโครงการในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ. จัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 นับตั้งแต่ปี 2552 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการทางพิเศษ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Innovation for Better Drive and Better Life : องค์กรนวัตกรรมเพื่อการเดินทางและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
สำหรับการสัมมนาในปีนี้ กทพ. มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งด้านการวางแผน การก่อสร้าง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาอุโมงค์ ตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต

นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง แม้ต้นทุนก่อสร้างโดยรวมจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 8% แต่การปรับลดขนาดอุโมงค์ช่วยลดต้นทุนก่อสร้างลงได้ในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้ยังสามารถควบคุมกรอบวงเงินลงทุนโครงการไว้ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องขอเพิ่มงบประมาณจากกรอบเดิม ขณะที่การเวนคืนที่ดินของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ภายใน ก.ย. 2569 ส่วนโครงการระยะที่ 2 ช่วงกะทู้-สนามบินภูเก็ต มีวงเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คาดว่า จะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ภายใน ก.ค. 2569 จากเดิมตั้งเป้าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน มิ.ย. 2569 เนื่องจากตอนนี้ อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม โดยคาดว่า โครงการระยะที่ 1 จะเสนอ ครม. พิจารณาได้ภายในปีนี้ หากได้รับการอนุมัติ คาดว่า จะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี หรือแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2574 ส่วนโครงการระยะที่ 2 จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดย กทพ.จะเร่งผลักดันให้ทั้งสองโครงการสามารถเปิดให้บริการได้ใกล้เคียงกัน

สำหรับอัตราค่าผ่านทาง กทพ.ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการทบทวนโครงสร้างค่าผ่านทางใหม่ จากเดิมที่เคยพิจารณาไว้สำหรับ รถจักรยานยนต์จากเดิม 15 บาท เหลือ 10 บาท, รถยนต์ 4 ล้อ จากเดิม 40 บาท เหลือ 20 บาท, รถยนต์ 6-10 ล้อ จากเดิม 85 บาท เหลือ 40 บาท และรถยนต์มากกว่า 10 ล้อ จากเดิม 125 บาท เหลือ 60 บาท แม้การปรับลดค่าผ่านทางจะส่งผลให้ผลตอบแทนโครงการลดลง โดยอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) อาจลดลงประมาณ 2% แต่ กทพ.เห็นว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และจะใช้แนวทางเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณโครงการเข้ามาสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการโครงการระยะที่ 1 จะมีปริมาณจราจรเฉลี่ยประมาณ 70,000 คันต่อวัน รวมรถจักรยานยนต์ และจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเบื้องต้นมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่บริการริมทาง (Service Area) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในลักษณะ Public-Private Venture (PPV) คล้ายกับโครงการที่ กทพ.ดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้เดินทางและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับองค์กร
