‘เฉิงตู-เซินเจิ้น-ฮ่องกง’ ครบรอบ 1 ปี เส้นทางราง-ทะเล เร่งเครื่องการค้า-โลจิสติกส์เชื่อมจีนตะวันตกสู่ตลาดโลก
เครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่าง “เฉิงตู-เซินเจิ้น-ฮ่องกง” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในโมเดลความร่วมมือด้านการขนส่งที่สำคัญของจีน หลังจากให้บริการขนส่งสินค้าทางราง-ทะเลครบ 1 ปี พร้อมสร้างสถิติการเติบโตด้านปริมาณขนส่งและประสิทธิภาพการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างพื้นที่ตอนในของจีนกับตลาดโลก
การเฉลิมฉลองครบรอบดังกล่าวจัดขึ้นโดย Hongkong International Terminals (HIT) ร่วมกับท่าเรือหยานเถียนและ Shenzhen Port Group ภายหลังขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเที่ยวที่ 68 เดินทางถึงปลายทาง โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเรือ สายการเดินเรือ เจ้าของสินค้า และผู้ให้บริการโลจิสติกส์จากฮ่องกง เฉิงตู และเซินเจิ้น เข้าร่วมอย่างคับคั่ง พร้อมมีการลงนามความร่วมมือเพื่อยกระดับการพัฒนาระบบท่าเรือและโลจิสติกส์ของเฉิงตูในอนาคต

เส้นทางขนส่งราง-ทะเลดังกล่าวเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงผู้ประกอบการส่งออกในเฉิงตูและพื้นที่จีนตะวันตกเฉียงใต้กับตลาดต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายท่าเรือหลักของเซินเจิ้นและฮ่องกง ภายใต้แนวคิดการขนส่งที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตลอดระยะเวลาเพียงหนึ่งปี เส้นทางดังกล่าวเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ให้บริการสัปดาห์ละ 1 เที่ยว เพิ่มเป็น 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ภายในเวลาเพียง 6 เดือน ปัจจุบันมีการเดินรถรวม 68 เที่ยว และสร้างการเติบโตของปริมาณขนส่งสูงถึง 28 เท่าเมื่อเทียบรายปี ขณะที่มูลค่าสินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้สะสมแล้วมากกว่า 448 ล้านหยวน
สินค้าหลักที่ใช้บริการประกอบด้วยชิ้นส่วนเครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ส่องสว่าง ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของมณฑลเสฉวนและภูมิภาคจีนตะวันตกเฉียงใต้

จุดเด่นสำคัญของบริการนี้อยู่ที่การลดระยะเวลาการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถขนส่งสินค้าจากเฉิงตูไปยังท่าเรือหยานเถียนในเซินเจิ้นได้ภายใน 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาราว 6 วัน และสามารถส่งต่อไปยังท่าเรือคอนเทนเนอร์ Kwai Tsing ของฮ่องกงได้ภายใน 3 วัน ก่อนเชื่อมต่อสู่เครือข่ายเรือเดินสมุทรที่ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก
การย่นระยะเวลาขนส่งดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลังและกระแสเงินสดของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมได้ไม่น้อยกว่า 30% เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนนแบบดั้งเดิม
อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการคือความตรงต่อเวลาของบริการ ซึ่งยังคงรักษาอัตราการเดินรถตามกำหนดได้มากกว่า 98% แม้ในช่วงสภาพอากาศแปรปรวนหรือฤดูกาลที่มีปริมาณการขนส่งสูง

นางเอมี่ ชาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและโลจิสติกส์ของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง กล่าวว่า ความสำเร็จของเส้นทางเฉิงตู-เซินเจิ้น-ฮ่องกงสะท้อนการเติบโตของภาคการผลิตเพื่อการส่งออกในมณฑลเสฉวน ควบคู่ไปกับความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างท่าเรือคอนเทนเนอร์ Kwai Tsing ของฮ่องกง และท่าเรือหยานเถียนของเซินเจิ้น
เธอมองว่า กลุ่มความร่วมมือ Shenzhen-Hong Kong Connect ได้พัฒนาจนกลายเป็นต้นแบบการบูรณาการท่าเรือในเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area ที่ช่วยเชื่อมโยงสินค้าจากพื้นที่ตอนในของจีนสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านนาย Ivor Chow กรรมการผู้จัดการของ HIT ระบุว่า เส้นทางดังกล่าวช่วยตอกย้ำบทบาทของฮ่องกงในฐานะ “Super Connector” หรือศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าโลก ผ่านการผสานฐานการผลิตสำคัญในจีนตะวันตกเฉียงใต้เข้ากับเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศของฮ่องกงอย่างไร้รอยต่อ
เขาชี้ว่า นอกจากความรวดเร็วและความคุ้มค่าแล้ว ระบบราง-ทะเลยังมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาโลจิสติกส์สีเขียวที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

เบื้องหลังความสำเร็จของเส้นทางนี้คือการผสานจุดแข็งของแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน โดยเฉิงตูทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมของจีนตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่ท่าเรือหยานเถียนมีความโดดเด่นด้านเส้นทางเดินเรือไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วนท่าเรือ Kwai Tsing มีความแข็งแกร่งในเครือข่ายการค้ากับเอเชียและอเมริกาใต้
การมีบริการเรือขนส่งระหว่าง Kwai Tsing และ Yantian มากถึง 6 เที่ยวต่อวัน ทำให้เครือข่ายดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อระบบราง ท่าเรือ เรือเดินสมุทร และการขนส่งทางอากาศเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
เมื่อการค้าโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนและความไม่แน่นอนด้านห่วงโซ่อุปทาน เส้นทาง “เฉิงตู-เซินเจิ้น-ฮ่องกง” จึงไม่ใช่เพียงโครงการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่เชื่อมพื้นที่การผลิตในจีนตอนในเข้ากับประตูการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ในเขต Greater Bay Area ในอนาคต.