คปภ. เผยธุรกิจประกันภัยไทยปี 2568 โตต่อเนื่อง เบี้ยประกันภัยรวมสูง 9.69 แสนล้านบาท ประกันสุขภาพ–ยูนิตลิงค์–ท่องเที่ยว โดดเด่น!

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทย ประจำปี 2568 พบว่า ธุรกิจประกันภัยไทยยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง ที่มีความผันผวน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมทั้งระบบจำนวน 969,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.17 แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับตรงธุรกิจประกันชีวิต 676,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.62 และเบี้ยประกันภัยรับตรง ธุรกิจประกันวินาศภัย 292,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.17 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของระบบประกันภัยในการเป็นกลไกสำคัญบริหารความเสี่ยงของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศ

 

สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 เมื่อพิจารณาตามประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด พบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันชีวิตสามัญ (Ordinary) จำนวน 402,807 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติม ประกันสุขภาพ (Rider Health) จำนวน 135,083 ล้านบาท ประกันชีวิตแบบกลุ่ม จำนวน 41,861 ล้านบาท ประกันชีวิตควบ การลงทุน (Unit Linked) จำนวน 41,374 ล้านบาท และประกันบำนาญ (Annuity) จำนวน 21,494 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ประชาชนให้ความสำคัญ กับการวางแผนสุขภาพ การออมระยะยาว และการลงทุนควบคู่ความคุ้มครองมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ธุรกิจประกันชีวิตยังมีผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) เติบโตร้อยละ 15.48 สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ (Rider Health) เติบโตร้อยละ 12.36 และประกันบำนาญ (Annuity) เติบโตร้อยละ 10.18 ขณะที่เบี้ยประกันภัยปีต่ออายุ (Renewal Year Premium) ยังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 72 ของเบี้ยประกันภัยรวม สื่อให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการมีหลักประกันความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิต ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 74,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.57 จากปีก่อน โดยเป็นผลจากผลการรับประกันภัยและรายได้ จากการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4.49 ล้านล้านบาท โดยยังคงลงทุน ในพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 61 ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด สะท้อนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงิน ของธุรกิจประกันชีวิตไทย

 

ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย เมื่อพิจารณาประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันภัยรับตรงสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ จำนวน 142,952 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 31,771 ล้านบาท ประกันภัยเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับทรัพย์สิน (IAR & Property) จำนวน 30,315 ล้านบาท ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จำนวน 20,648 ล้านบาท และประกันสุขภาพ จำนวน 19,419 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประกันภัยรถยนต์ยังคงเป็นกลุ่มประกันภัยที่มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยสูงที่สุดของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ขณะที่ประกันสุขภาพและ ประกันอุบัติเหตุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมรองรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดในชีวิตประจำวันมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยยังคงเติบโตจากความต้องการความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพ (Health) ที่เติบโตร้อยละ 19.75 ประกันภัยการเดินทาง (Travel) เติบโตร้อยละ 15.49 และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Accident AH) เติบโตร้อยละ 6.76 ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ ความต้องการความคุ้มครองด้านประกันภัยมีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนกรมธรรม์ใหม่ของธุรกิจประกันวินาศภัยเพิ่มขึ้นเป็น 80.55 ล้านกรมธรรม์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2568 มีกำไรสุทธิ จำนวน 11,677 ล้านบาท แม้ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 25.20 แต่ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์ลงทุนรวม จำนวน 350,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 0.68 และยังคงเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง อาทิ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้

 

ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพและความสามารถในการปรับตัวของ ภาคธุรกิจประกันภัยไทย ท่ามกลางความเสี่ยงและบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน คปภ. จะมีการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาระบบประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง โปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการด้านความคุ้มครองของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ที่มุ่งยกระดับ ระบบประกันภัยไทยให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว