ขบ. เปิดแผน ‘ศูนย์ขนส่งสินค้า จ.นครปฐม’ พื้นที่ 170 ไร่ ปักหมุดตอกเสาเข็มปี 71 เปิดใช้ปี 73 พร้อมอัพเดต ‘เชียงของ & นครพนม’

“ขนส่งทางบกฯ” เขย่าแผนศูนย์ขนส่งสินค้า ดัน “นครปฐม” พื้นที่กว่า 170 ไร่ ตั้งธงเริ่มสร้างปี 71 เสร็จปี 73 ขึ้นแท่นเปลี่ยนถ่ายสินค้าเชื่อมราง อัพเดตความคืบหน้า “เชียงของ” เร่งรื้อผลศึกษาเพิ่มแรงจูงใจเอกชนใหม่ จ่อชง ครม.ภายในปีนี้ ด้าน “นครพนม” เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ก.ย. นี้ รับอานิสงส์เส้นทาง R12-รถไฟทางคู่สายใหม่ หนุนเชื่อมต่อ 3 ประเทศ

นายวันพุธ สุดใจ ผู้อำนวยการสำนักการขนส่งสินค้า และรองโฆษกกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาทบทวนแผนพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า (Truck Terminal) ทั่วประเทศใหม่ ซึ่งภายใต้แผนดังกล่าว กำหนดให้มีการทบทวนแผนเป็นระยะทุกๆ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการขนส่ง และแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า พื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้า มีจำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อยุธยา และอุดรธานี

ทั้งนี้ จากการรับฟังความคิดเห็น ควบคู่กับการทบทวนแผนฯ ล่าสุด พบว่า จังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเป็นลำดับแรกในการพัฒนาเป็นโครงการศูนย์ขนส่งสินค้า บนพื้นที่ประมาณ 170 ไร่ เนื่องจากมีปริมาณการจราจรของรถบรรทุกและสินค้าทั้งขาขึ้นและขาล่องที่สูงมาก อีกทั้งยังมีความต้องการใช้บริการจากผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยในพื้นที่รอบพุทธมณฑลที่หนาแน่น รวมถึงยังเป็นโครงการที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนโหมดการขนส่งจากถนนสู่ราง (Shift Mode) อย่างไร้รอยต่อ

สำหรับรูปแบบการดำเนินงานโครงการศูนย์ขนส่งสินค้า จังหวัดนครปฐม กรมฯ มุ่งเน้นการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เบื้องต้นคาดว่า มูลค่าการลงทุนโครงการจะสูงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยกรมฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเวนคืนที่ดิน ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการฯ อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนที่เหมาะสม คาดว่า จะแล้วเสร็จใน ก.ย. 2569 จากนั้นกรมฯ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ต่อไป ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ พร้อมเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชน และเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571 โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2573 ส่วนการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการฯจังหวัดนครปฐม กรมฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการตามกฎหมายเวนคืนที่ดินฉบับใหม่ ซึ่งให้ค่าชดเชยที่เป็นธรรมแก่ประชาชนมากขึ้น โดยพิจารณาถึงทั้งราคาตลาดและการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของเจ้าของที่ดิน

นายวันพุธ กล่าวต่อว่า ขณะที่ ความคืบหน้าโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย พื้นที่ 335 ไร่ วงเงิน 2,864 ล้านบาท แบ่งเป็น งบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะที่ 1 วงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท และงบก่อสร้างระยะที่ 2 วงเงิน 660 ล้านบาท ปัจจุบันประสบปัญหาด้านการสรรหาเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) เนื่องจากเอกชนรายเดิมที่เคยคัดเลือกได้นั้น ได้ถอนตัวออกไปจากการประมูล และมีการเปิดประมูลอีกครั้ง กลับพบว่า ที่ผ่านมามีเอกชนสนใจซื้อซองข้อเสนอ แต่ไม่มีรายใดมายื่นประมูลตามกำหนด

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากผลการศึกษาเดิมอาจไม่สอดรับกับบริบททางการค้าและโลจิสติกส์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะความล่าช้าของการเชื่อมต่อระบบราง รวมถึงระยะเวลาสัมปทานเดิมที่กำหนดไว้เพียง 15 ปี ซึ่งอาจไม่จูงใจพอ เมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนที่สูงและผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ดังนั้น กรมฯ จึงได้เร่งทบทวนผลการศึกษาโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนเชียงของ จังหวัดเชียงรายใหม่อีกครั้ง เพื่อปรับรูปแบบการร่วมลงทุนให้มีความเหมาะสมและจูงใจภาคเอกชนมากขึ้น โดยจะใช้ระยะเวลาทบทวน 6 เดือน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.ย. นี้ และจะเสนอต่อ ครม. ภายในปี 2569 เพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป

นอกจากนี้ กรมฯได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อส่งมอบพื้นที่เตรียมการก่อสร้างทางคู่สายเด่นชัย-เชียงของ ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อกับศูนย์ฯ ระยะทาง 800 เมตร ภายในเดือนนี้ สอดรับกับแผนเปิดให้บริการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ในปี 2571

นายวันพุธ กล่าวอีกว่า ขณะที่ความคืบหน้าโครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม วงเงิน 1,361 ล้านบาท ที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 กรมฯ ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอสเอซีแอล จำกัด (ผู้ร่วมลงทุน) โดยผู้ร่วมลงทุนได้ดำเนินการก่อสร้างและลงทุนในเครื่องมือและระบบแล้วเสร็จ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการดำเนินการตามกระบวนการในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ คาดว่า จะแล้วเสร็จในช่วง ส.ค. 2569 ก่อนเปิดดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ตั้งแต่ ก.ย. 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ โครงการฯดังกล่าว รัฐก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางและอาคารที่ภาครัฐใช้ประโยชน์ จำนวน 624 ล้านบาท ส่วนเอกชนลงทุนค่าก่อสร้างอาคารที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเครื่องมือและระบบ ตลอดระยะเวลาโครงการคิดเป็นเงิน จำนวน 317 ล้าน ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี โดยเอกชนต้องชำระค่าตอบแทนคงที่ให้รัฐ รวมประมาณ 298 ล้านบาทและชำระส่วนแบ่งรายได้จากกำไร 10%

นอกจากนี้ กรมฯ ยังบูรณาการทำงานร่วมกับ รฟท. เพื่อรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม มีแผนเปิดให้บริการ 2571 ตลอดจนการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบ One Stop Service ทั้งกรมศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และหน่วยงานกักกันพืชและสัตว์ (CIQ) เพื่อให้อาคาร Common Control Area (CCA) สามารถให้บริการตรวจปล่อยสินค้าได้ภายในจุดเดียว อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ตั้งอยู่ ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม พื้นที่ 121 ไร่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางถนน รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผ่านเส้นทาง R12 เชื่อมต่อไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม และรองรับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนนกับระบบราง (Modal Shift) ผ่านแนวรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่-นครพนม