‘ภัทรพงศ์’ มอบ 7 นโยบาย สั่ง ‘วิทยุการบิน’ ยกระดับน่านฟ้าไทย สู่ฮับการบินระดับโลก พร้อมผุดโปรฯ ลดภาระสายการบิน
“ภัทรพงศ์” มอบ 7 นโยบาย สั่ง “วิทยุการบิน” ยกระดับการบริหารน่านฟ้าไทย สู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก พร้อมหนุนลดภาระสายการบิน ลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% & ขยายเครดิตให้ 30 วัน จ่ายก่อน 50% พร้อมอัพเดตจัดทำ 2 เส้นทางบินใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในปีนี้ ช่วยลดระยะทางการบิน ส่วนภาพรวมเที่ยวบินปี 69 เชื่อโตขึ้นจากปี 68 ไม่เกิน 3% ระบุยังต่ำกว่าปี 62 ช่วง COVID-19 ระบาดกว่า 12% ตั้งธงฟื้นกลับมาในปี 73
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงาน 7 ด้านสำคัญ แก่ บวท. เพื่อร่วมกันยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทย สู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub) ดังนี้ 1.ให้ บวท. เสนอมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบินควบคู่กับมาตรการบริหารความคล่องตัวจราจรทางอากาศ โดยนำ Air Traffic Flow Management (ATFM) มาใช้บริหารความหนาแน่นเที่ยวบิน ลดความล่าช้า ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของสายการบิน เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในช่วงที่อุตสาหกรรมการบิน ยังเผชิญความผันผวนด้านพลังงาน

2.สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านการกระตุ้นกระแสเงินสดในภาคอุตสาหกรรม เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2569 พร้อมจัดทำและปรับปรุงแผนการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570 โดยคำนึงถึงความจำเป็น คุ้มค่าต่อการลงทุนและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ 3.ยึดหลักความปลอดภัยเป็นหัวใจสูงสุดของการให้บริการการเดินอากาศรักษาและยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง
4.เชื่อมโยงและบูรณาการยุทธศาสตร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม 5.ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนภารกิจด้านความปลอดภัยทางการบิน อาทิ ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน 6.เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการให้บริการการเดินอากาศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผ่านโครงการสำคัญ และมุ่งพัฒนาไปสู่องค์กรดิจิทัลแห่งอนาคต และ 7.ดำเนินงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบินของประเทศในระยะยาว โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เข้ากับการดำเนินงานหลักขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวม

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสำคัญในการ “ยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub” อันเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการอย่างใกล้ชิดของทั้ง 4 หน่วยงาน ในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรมท่าอากาศยาน การบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ บวท. การผลิตบุคลากรคุณภาพของสถาบันการบินพลเรือน และการเสริมศักยภาพด้านการบริการของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทุกส่วนล้วนเป็นฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนสอดประสานกัน
นอกจากนี้ ได้กำชับให้ บวท. ดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนสายการบิน โดยปรับลดค่าบริการการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ ร้อยละ 30 และดำเนินมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ (Credit Term) โดยให้สายการบินชำระค่าบริการฯ 50% ตามกำหนด และส่วนที่เหลือขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากกำหนดเดิมไปอีก 30 วัน ในช่วง พ.ค.–มิ.ย. 2569 เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสายการบิน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและราคาพลังงานที่ผันผวน อีกทั้งเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการจราจรทางอากาศของประเทศ มีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมโดยจะเร่งรัดโครงการเตรียมความพร้อมการให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งโครงการนี้อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการให้บริการการเดินอากาศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
อีกทั้งพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศด้วยระบบ Digital Tower ทั้งในรูปแบบ Hybrid สำหรับสนามบินที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศสูง ในกลุ่มสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง และในรูปแบบ Remote Tower สำหรับสนามบินที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศต่ำ ในกลุ่มสนามบินเบตง และสนามบินนราธิวาส รวมถึงศึกษาแนวทางการให้บริการการขนส่งทางอากาศในอนาคต โดยพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบินแบบทั่วทั้งระบบ ตามกรอบการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ System Wide Information Management (SWIM)

ขณะเดียวกัน พัฒนาระบบบริหารจัดการห้วงอากาศแบบบูรณาการ รวมถึงบูรณาการงานด้านบริการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานไร้คนขับและบริการข้อมูลการบิน สนับสนุนการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ (Advanced Air Mobility: AAM) รองรับบริการอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน และอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งไฟฟ้าอีกทั้งออกแบบการใช้ห้วงอากาศใหม่ให้มีขีดความสามารถในการรองรับความต้องการของผู้ใช้ห้วงอากาศกลุ่มต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม บวท. ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวหน้าทันเทคโนโลยีที่ทันสมัยควบคู่กับการให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Air Traffic Management (Green ATM) โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ บวท. ได้ดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนสายการบิน เพื่อช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมการบินในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการการจราจรทางอากาศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างห้วงอากาศและเส้นทางบินนั้น ปัจจุบัน วิทยุการบินฯ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบินอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำเส้นทางบินใหม่ และพัฒนาเส้นทางบินเดิมให้เป็นเส้นทางบินที่ตัดตรง ซึ่งสามารถลดระยะทาง และลดระยะเวลาการบิน โดยความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและลดต้นทุนของสายการบิน ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ มีโครงการที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1.เส้นทางบิน NAN- SAGAG ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทย-ลาว-จีน เพื่อลดระยะทางการบิน และเชื่อมโยงการเดินทางจากประเทศไทยไปยังพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของจีน เช่น คุนหมิง กุ้ยหยาง เฉิงตู เทียนฟู ฉงชิ่ง ซีอาน ผ่าน สปป.ลาว และ 2.เส้นทางบิน Direct Route ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง สำหรับเครื่องบินผ่านน่านฟ้าไทย โดยใช้เทคโนโลยี PBN ลดระยะทางการบิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ยังช่วยให้สายการบินและผู้ใช้งานห้วงอากาศสามารถวางแผนปฏิบัติการบินล่วงหน้าได้อีกด้วย

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2569 คาดว่าจะมีปริมาณเที่ยวบินในประเทศไทย ภายใต้กรณีฐาน (Base Case) จำนวนประมาณ 919,643 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 กว่า 1.64% ซึ่งมีจำนวน 904,796 เที่ยวบิน ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางภายในประเทศและภูมิภาค ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแนวโน้มการเติบโต คาดว่า ปริมาณเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าปริมาณเที่ยวบินปี 2569 จะเติบโตสูงกว่าปี 2568 ในระดับจำกัด คือ เพิ่มขึ้นไม่เกิน 3% โดยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและแนวโน้มของสถานการณ์ความขัดแย้ง และความผันผวนด้านพลังงาน ในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณเที่ยวบินจะฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนสถานการณ์ COVID-19 (ปีงบประมาณ 2562) ภายในช่วงปีงบประมาณ 2573 และเมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ 2562 ซึ่งมีเที่ยวบินทั้งหมด 1,045,741 เที่ยวบิน พบว่า ในปีงบประมาณ 2569 ปริมาณเที่ยวบินยังคงต่ำกว่าก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ประมาณ 12.06%
