‘สรรเพชญ’ มอบ 6 นโยบาย กทท. สั่งเคลียร์ปมถมทะเล ‘แหลมฉบัง เฟส 3’ ลุยสร้างทางด่วน S1 จ่อชง ครม. ภายในปีนี้
“สรรเพชญ” สั่ง กทท. เร่งเครื่องพัฒนาแหลมฉบังเฟส 3 แก้ปมถมทะเลท่าเทียบเรือ F1 ล่าช้า 6 เดือน ลุยตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย เดดไลน์หาข้อยุติใน 60 วัน ด้านกลุ่ม GPC ร่อนหนังสือเรียกร้องค่าเสียหาย 4 พันล้าน พ่วงขยายเวลาก่อสร้างเพิ่ม 2 ปี ยันโปร่งใส-ยึดประโยชน์ประเทศชาติ ส่วนโปรเจกต์ทางด่วน S1 วางเป้าเสนอ ครม. ปีนี้ เริ่มตอกเข็มปี 70 พร้อมมอบ 6 นโยบายมุ่งสู่ฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค ควบคู่ดัน Smart Port–Green Port–Dry Port เชื่อมราง-ถนน-น้ำไร้รอยต่อ ยกระดับท่าเรือกรุงเทพ-ภูมิภาค เสริมแกร่งแข่งขันการค้าโลก ด้านแต่งตั้งบอร์ด กทท.-ผอ.คนใหม่ ตั้งธงเสร็จภายใน 90 วัน
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) วันนี้ (30 เม.ย. 2569) ว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล กทท.จึง ได้เดินทางมามอบนโยบายเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล โดยเน้นให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการวางแผนและการพัฒนาในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กทท. ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับสากลและศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค

ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ กทท. ดำเนินงาน 6 ด้านสำคัญ เพื่อผลักดันภารกิจสำคัญให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.มุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ระยะที่ 3 โดยเฉพาะการหาข้อสรุปแนวทางดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ซึ่งกำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วน ปัจจุบันการดำเนินงานส่วนที่ 1 งานถมทะเลแล้วเสร็จ มีกิจการร่วมค้า ซีเอ็นเอ็นซี (CNNC) ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับจ้าง แล้วเสร็จ และส่งมอบพื้นที่ให้ กทท. แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเพื่อให้สามารถส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 ให้แก่กลุ่ม GPC ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK), บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
สำหรับการส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 นั้น ล่าช้าประมาณ 6 เดือน จากเดิม กทท.จะต้องส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนผู้รับสัมปทานตั้งแต่ พ.ย. 2568 และขยายระยะเวลามาเป็น มิ.ย. 2569 เนื่องจากติดปัญหาข้อกำหนดทางเทคนิคเรื่องความหนาแน่นการถามทะเล ระหว่างสัญญาร่วมลงทุนกับสัญญาจ้างก่อสร้างมีรายละเอียดไม่สอดคล้องกัน ขณะที่ งานถมทะเลท่าเทียบเรือ F2 โดยมีกิจการร่วมค้า CNNC เป็นผู้รับจ้าง ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่า 89% และคาดการณ์ว่า กิจการร่วมค้า CNNC จะส่งมอบพื้นที่ถมทะเล F2 ให้ กทท. ประมาณกลางปี 2569

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ในส่วนของปัญหาข้อกำหนดทางเทคนิคเรื่องความหนาแน่นการถามทะเลนั้น กล่าวคือ การออกแบบตามสัญญา กำหนดให้ผู้รับเหมางานถมทะเลดำเนินการใช้ค่าการทรุดตัว 30 ปี ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ขณะที่สัญญาระหว่าง กทท.กับ กลุ่ม GPC กำหนดให้ค่าความหนาแน่นสัมพันธ์ไม่น้อยกว่า 75% ดังนั้น ต้องให้กลุ่ม GPC ตรวจสอบพื้นที่ และยอมรับก่อนส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน โดยเมื่อ กทท. ไม่สามารถส่งพื้นที่ให้กับกลุ่ม GPC ได้ ส่งผลให้ GPC ส่งหนังสือเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเสียโอกาสจากความล่าช้า และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรับปรุงพื้นที่ รวมถึงมีข้อเสนอขยายระยะเวลาสัญญาการก่อสร้างออกไปอีก 2 ปี จากเดิมการก่อสร้างมีระยะเวลา 2 ปี จะเพิ่มเป็น 4 ปี ส่วนการบริหารโครงการยังคงที่ 33 ปี รวมเป็น 37 ปี จากเดิม 35 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และยังไม่ได้ข้อยุติว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ทั้งนี้ จึงได้มอบนโยบายให้ กทท. เร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด พร้อมตั้งคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน โดยมีนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาทางออกที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยตั้งเป้าให้ได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน ก่อนจะเสนอข้อมูลไปยังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต่อไป ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสภาวิศวกร ในการหาแนวทางการดำเนินการทางวิศวกรรม อาทิ การตอกเสาเข็มเพิ่มความแข็งแรง เพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของดินถม โดยอาจใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนจากเดิมประมาณ 50% หรือจาก 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,000 ล้านบาท

การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องหาผู้รับผิดชอบและหาทางออกให้เร็วที่สุด ผมไม่ได้มาเพื่อโทษใคร แต่มาเพื่อแก้ไขปัญหาขององค์กร ส่วนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบปัญหานี้ คณะทำงานจะต้องประชุมและพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส ความถูกต้อง และผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ผมไม่ได้มาเพื่อตำแหน่ง แต่มาเพื่อรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว”
นายสรรเพชญ กล่าว
นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายที่ได้มอบให้กับ กทท. นั้น ได้เร่งรัดการพัฒนาโครงการท่าเรืออัตโนมัติที่ท่าเรือกรุงเทพ การบริหารจัดการพื้นที่ลานวางตู้สินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค ให้ศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อพัฒนาสู่ประตูการค้าหลักฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการขนส่งไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการและการให้บริการของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

2.เร่งเชื่อมโยงระบบการขนส่งของประเทศทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ อย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาระบบ Multimodal และการปรับรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) พร้อมเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษสายบางนา–อาจณรงค์ (S1) โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในเรื่องการรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม และสัดส่วนการแบ่งรายได้ โดยตั้งเป้าหมายจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการภายในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 ต่อไป นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กทท. ผลักดันการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่ที่ศึกษาไว้แล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 3.เร่งยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Port 4.เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือหลัก ทั้งท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ 5.กำหนดทิศทางการพัฒนาสู่การเป็น Green Port มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม และ 6.ยกระดับศักยภาพองค์กรให้พร้อมรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
“การขับเคลื่อนภารกิจของการท่าเรือฯ มีความสำคัญต่อการเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีการค้าโลก การดำเนินงานจึงต้องมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ทั้งการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การแก้ปัญหาด้านคมนาคมขนส่งและการจราจร โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดูแลชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตไปกับเมืองและสังคมได้อย่างสมดุล” นายสรรเพชญ กล่าว
นายสรรเพชญ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายใน 1–2 สัปดาห์นี้ โดยเมื่อ ครม. เห็นชอบ และแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการสรรหาผู้อำนวยการ กทท. คนใหม่ โดยจะมีการตั้งคณะการสรรหาฯ เพื่อดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และเปิดรับสมัครบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างโปร่งใส โดยตั้งเป้าให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จภายใน 90 วัน
