’พิพัฒน์‘ เด้งรับข้อสั่งการนายกฯ ปรับงบปี 70 พร้อมแบ่งงาน 3 รมช. วางนโยบาย ‘คมนาคม’ ชูค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดวัน-ตั๋วร่วม-แลนด์บริดจ์-ทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง
“คมนาคม“ เด้งรับข้อสั่งการนายกฯ ปรับงบปี 70 ลดสร้างใหม่ เน้นซ่อม-เช่า พร้อมเร่งกฎหมายตั๋วร่วมใช้ EMV ทั้งระบบ ลุย พ.ร.บ.รางฯ ตั้งเป้าใช้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ”ตลอดวัน“ ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 แก้รถติดเมือง-หนุนคนใช้ขนส่งสาธารณะ ผุดไอเดีย ขสมก. เช่ารถเมล์ EV “ไทย สมายล์ บัส” 800 คัน ผู้โดยสารจ่าย 8 บาทภายในปีนี้ พร้อมชงของบปี 70 กว่า 1.04 แสนล้าน เข็นทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ยันเร่งแผน ‘แลนด์บริดจ์’ 1 ล้านล้าน รับมือวิกฤตน้ำมัน-เส้นทางเรือโลก สร้างทางเลือกโลจิสติกส์ใหม่ สร้างงาน 2 แสนคน ด้าน “พิพัฒน์” แบ่งงาน 3 รมช.คมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่วันนี้ (20 เม.ย. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสัมมนามอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 นั้น กระทรวงคมนาคมได้กำหนดกรอบการจัดทำ และปรับลดงบประมาณตามนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นย้ำเรื่องความคุ้มค่าและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมแซม และซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมเป็นหลัก มากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่ รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนเป็นการเช่าอาคารแทน เพื่อลดภาระงบประมาณผูกพันระยะยาวและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานรัฐ และเร่งสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมปรับลดงบประมาณในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก อาทิ การฝึกอบรม สัมมนา และการศึกษาดูงานในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับนโยบายรัฐยังสามารถเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ หากแสดงให้เห็นถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังรับนโยบายดังกล่าว กระทรวงคมนาคม จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยแต่ละหน่วยงานต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดลำดับความสำคัญของโครงการ และระบุแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างครบถ้วน ก่อนจะมีการสรุปภาพรวมและรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชนในระยะถัดไป
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2570 นั้น กระทรวงคมนาคมจะเร่งแก้ไขปัญหาการเดินทางในเขตเมือง โดยมุ่งลดความแออัดการจราจรและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลักดันกฎหมายสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตั๋วร่วมฯ ที่ในขณะนี้ อยู่ระหว่างการออกกฎหมายลูก เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ทั้งนี้ เมื่อ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เสร็จสมบูรณ์แล้วนั้น จะทำให้ประชาชนสามารถใช้ขนส่งด้วยบัตร EMV ให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถใช้กับรถไฟฟ้าทุกสาย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน เบื้องต้น จะกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราเริ่มต้น 40 บาทตลอดวัน แต่ในระหว่างนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่าจะใช้ราคาเหมาะสมที่เท่าไหร่ และจะกำหนดราคาจากพื้นที่ หรือช่วงเวลา อีกทั้ง กระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างเมืองและระดับภูมิภาค โดยมุ่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการผลักดันโครงการ MR-MAP ที่บูรณาการโครงข่ายมอเตอร์เวย์และทางรถไฟเข้าด้วยกัน โดยคำนึงถึงการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กันไป

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับเรื่องสถานการณ์น้ำมันของโลก โดยมอบหมายให้พิจารณาเปลี่ยนจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ได้ดำเนินโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน มีบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ผู้ชนะเสนอราคา 14,905 ล้านบาท และเตรียมทยอยรับมอบรถล็อตแรกในช่วงปลาย มี.ค. 2570 ทั้งนี้ ในระหว่างรอการส่งมอบรถนั้น ได้มอบหมายให้ ขสมก. ไปหารือกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ผู้ให้บริการรถโดยสารประจำทาง EV ที่ตอนนี้ มีรถไม่ได้นำมาวิ่งให้บริการ จำนวน 800 คัน เพื่อนำมาให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสาร 8 บาท อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ จะต้องไปพิจารณาระเบียบกฎหมาย ก่อนจะได้ข้อสรุป และนำมาให้บริการภายในปี 2569
นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณกว่า 1.04 แสนล้าน เพื่อเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว คือ 1.รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท 2.รถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ 3.รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุชและทะเลแดงนั้น กระทรวงคมนาคมจึงได้ประเมินความเสี่ยงหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและส่งผลให้เส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิด อาจก่อให้เกิดภาวะอัมพาตต่อระบบการค้าของภูมิภาคและของโลกได้ รวมทั้งได้มีการวิเคราะห์ต่อเนื่องถึงสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะความเป็นไปได้หากเกิดเหตุการณ์ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของโลก หากเกิดการปิดเส้นทางดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้จำเป็นต้องหาเส้นทางทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้า ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกในการเชื่อมการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกผ่านทางบกของประเทศไทย
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ดังกล่าว ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นโครงการที่มีการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน ภายใต้การผลักดันของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและมีการศึกษาความเหมาะสมโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุนและมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยในด้านรูปแบบการลงทุนนั้น รัฐบาลมีแนวทางเปิดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะเดียวกันยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการบริหารจัดการท่าเรือ เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ โดยมองว่าประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการบริหารท่าเรือ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ที่ได้เคยหารือร่วมกันมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง มีแผนจะเชิญมาหารือร่วมกันอีกครั้ง
โครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการ โดยตอนนี้ อยู่ระหว่างการจัดทำ พ.ร.บ. SEC คาดว่า จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้ ผมเชื่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นประโยชน์ของคนไทยทั่วประเทศ ถ้าเกิดทัวร์ลง ผมก็บอกว่า โครงการมีความจำเป็นจริงๆ คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างอาชีพ ไม่น้อยกว่า 2 แสนคนด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว
*** แบ่งงาน 3 รมช. คมนาคม ***
นายพิพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ ตนยังได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงคมนาคม เรื่อง มอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับงานของส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดังนี้ 1.กรมการขนส่งทางบก (ขบ.), 2.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), 3.บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), 4.กรมการขนส่งทางราง (ขร.), 5.บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) และ 6.สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. พร้อมทั้งกำกับดูแลพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)
ส่วนนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับงานของส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดังนี้ 1.กรมท่าอากาศยาน (ทย.), 2.บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.), 3.สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) และ 4.บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด พร้อมทั้งกำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง ยกเว้น จ.สมุทรสาคร, จ.สมุทรสงคราม, จ.เพชรบุรี, จ.ประจวบคีรีขันธ์
ขณะที่นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับงานของส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ดังนี้ 1.กรมเจ้าท่า (จท.), 2.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และ 3.บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) พร้อมกำกับดูแลพื้นที่ จ.สมุทรสาคร, จ.สมุทรสงคราม, จ.เพชรบุรี, จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ 14 จังหวัดภาคใต้
สำหรับหน่วยงานที่เหลือในสังกัดกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ จะเป็นผู้ดูแลส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ 1.กรมทางหลวง (ทล.), 2.กรมทางหลวงชนบท (ทช.), 3.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., 5.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), 6.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), 7.การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), และ 8.สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม


