‘ไปรษณีย์ไทย‘ยกระดับ Green Logistics ใช้รถอีวี – พลังงานทางเลือก เสริมแกร่งระบบขนส่ง วางแผนรับมือวิกฤตพลังงานครบวงจร หนุนเสถียรภาพโลจิสติกส์ไทยในระยะยาว
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ไปรษณีย์ไทยได้ยกระดับการบริหารจัดการระบบขนส่งในภาพรวม โดยพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ระดับประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์คัดแยก การเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางขนส่ง และการใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อวางแผนการดำเนินงาน (Data-Driven Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุนและรองรับปริมาณงานได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการรองรับความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SME และธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต้นทุนพลังงานในหลายระดับ เพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ โดยขยายการใช้ระบบ Fleet Card และประสานความร่วมมือกับพันธมิตรสถานีบริการน้ำมัน เพื่อจัดจุดสำรองเชื้อเพลิงสำหรับรถขนส่ง ตลอดจนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ สามารถปรับแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการวางแผนรองรับกรณีน้ำมันขาดแคลน โดยใช้เครือข่ายพันธมิตรที่มีรถยนต์ไฟฟ้า และการปรับรูปแบบการขนส่งบางส่วนไปสู่ระบบราง เพื่อให้บริการสำคัญยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
ในระยะยาว ไปรษณีย์ไทยมีแผนเร่งรัดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ในศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาการขนส่งทางรางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายโลจิสติกส์

ทั้งนี้ การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงานไปรษณีย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับองค์กรสู่โลจิสติกส์สีเขียว โดยช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้เฉลี่ยประมาณ 30 – 40% เมื่อเทียบกับยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการนำจ่ายในพื้นที่เมืองและชุมชน ซึ่งมีลักษณะการวิ่งระยะสั้นและหยุดส่งบ่อย ขณะเดียวกัน ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยกว่า 20–30% ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายประเทศในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ