วงเสวนาจี้รัฐเร่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย แก้หนี้ใน 60 วัน

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย หรือ Fair Finance Thailand ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย: ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ)” ณ โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินีพาร์ค

เวทีเสวนานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เห็นความสำคัญในการนำร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย มาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการในการร่าง พ.ร.บ. ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ครบทั้งสามวาระไปแล้ว เมื่อเดือนกันยายน 2568 และวุฒิสภาได้รับหลักการไปเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ก่อนเกิดการยุบสภา

พลภคินทร์ พฤฒิวงศ์วาณิช ผู้ประสานงานโครงการ Fair Finance Thailand 

ในช่วงแรกของงาน พลภคินทร์ พฤฒิวงศ์วาณิช ผู้ประสานงานโครงการ Fair Finance Thailand เปิดเวทีด้วยการกล่าวถึงความสำคัญเร่งด่วนของ พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับใหม่ที่มีต่อลูกหนี้รายย่อย “เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกทางตันของลูกหนี้รายย่อย หากกฎหมายนี้ไม่ได้ถูกหยิบมาในกรอบเวลาที่กำหนด ลูกหนี้รายย่อยหลายล้านคนก็ต้องรอต่อไป ในขณะที่ดอกเบี้ยของพวกเขาไม่ได้หยุดวิ่ง

ต่อมาเป็นการนำเสนอสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฉบับใหม่ โดย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองประธาน กมธ. วิสามัญฯ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย ซึ่งระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความคล่องตัวในกระบวนการจัดการหนี้มากขึ้น เนื่องจากเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ก่อน แล้วจึงค่อยจัดทำแผนในภายหลัง  อีกทั้งยังสามารถเจรจาหนี้ได้โดยไม่ต้องจัดประชุมเจ้าหนี้เต็มรูปแบบ และหากเจ้าหนี้ยินยอมตามหลักเกณฑ์ โดยลูกหนี้ได้รับเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของเจ้าหนี้ทั้งหมด จากเดิมที่ต้องยินยอม ใน ศาลจะอนุมัติให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามแผนการชำระหนี้ได้เสนอ

 

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองประธาน กมธ. วิสามัญฯ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย

อรรถวิชช์ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า จุดเด่นอีกอย่างของ พ.ร.บ. ล้มละลาย ฉบับใหม่นี้ ยังรวมถึงการอนุญาตให้ข้าราชการที่ถูกฟ้องล้มละลายสามารถทำงานในระบบราชการต่อไปได้ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ หากศาลอนุมัติแผนและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฐานะ อีกทั้งยังช่วยลดภาระผู้ค้ำประกัน โดยให้ผู้ค้ำประกันผูกพันตามแผนฟื้นฟูของลูกหนี้สามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกันได้ เพื่อลดปัญหาที่ผู้ค้ำประกันจะถูกฟ้องล้มละลายพร้อมกับลูกหนี้

 

ในช่วงช่วงเวทีเสวนาหัวข้อ “ฟื้นฟูหนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องหยิบ พ.ร.บ. ล้มละลาย มาสานต่อ?” มีวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ได้แก่ นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าคณะวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทยพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติในฐานะประธาน กมธ. วิสามัญฯ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย

 

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าคณะวิจัย แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย

ในฐานะตัวแทนจากมูลนิธิผู้บริโภคที่ทำงานกับประชาชน หรือลูกหนี้รายย่อยโดยตรง นฤมลเล่าถึงปัญหาหลักที่พบจากการทำงาน นั่นคือการที่ผู้บริโภคขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมาย การบริหารจัดการเงิน และความเข้าใจเรื่องการคิดอัตราดอกเบี้ย จนส่งผลให้ให้คดีหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลกลายเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่มีการร้องเรียนเข้ามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

การขาดความรู้ความเข้าใจนี้ยังนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงปัญหาหนี้นอกระบบและการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม โดนนฤมลกล่าวว่า “อย่างในพื้นที่ชุมชนในกรุงเทพฯ ที่เราไปทำการสำรวจตอนนี้ จาก 400 กว่าคน เราพบว่า 80% เป็นหนี้ และ 50-60% ในจำนวนนั้นเป็นหนี้นอกระบบ เพราะบัตรเครดิตก็กู้เต็มวงเงินแล้ว สินเชื่อส่วนบุคคลก็กู้จนเต็มแล้ว ก็เลยเข้าสู่หนี้นอกระบบจนทำให้ปัญหาเรื่องหนี้เกิดขึ้นแบบวนซ้ำ

 

สฤณี ตัวแทนจาก Fair Finance Thailand

ด้าน สฤณี ตัวแทนจาก Fair Finance Thailand ที่เริ่มศึกษาในประเด็นนี้หลังจากเกิดวิกฤตโควิด ที่ทำให้จำนวนบุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาเรื่องหนี้เพิ่มมากขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ได้พูดถึงหลักคิดในการเริ่มต้นใหม่ หรือ ‘fresh start’ ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย โดยกล่าวว่า “ในสังคมไทยมีสิ่งที่เป็นเหมือน stigma หรือมลทินบางอย่างในวัฒนธรรม เวลาบุคคลมีสถานะล้มละลาย ก็จะมีมลทินตรงนี้ หรือถูกมองว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราต้องยอมรับว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะเผชิญปัญหาหนี้สินได้ทั้งนั้น และทุกคนควรจะมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หากกฎหมายมีการบังคับใช้ให้ถูกจุดประสงค์ ก็จะได้ประโยชน์แบบนี้

อีกประเด็นที่สฤณีให้ความสนใจก็คือ เรื่องของการสร้างความรู้ทางการเงิน หรือ financial literacy ด้วยเหตุผลที่ว่า “ตามกฎหมายนี้ ลูกหนี้จะต้องเป็นคนทำแผน ทำให้เป็นโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการสร้างวินัยทางการเงินและเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยที่เป็นลูกหนี้ไปพร้อมกัน

ด้าน พสิษฐ์ ผู้ที่มีบทบาททั้งในธนาคารพาณิชย์และสมาคมธนาคารไทย มองเรื่องนี้ว่า เดิมทีความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายล้มละลายในไทยจะเป็นเรื่องของการลงโทษลูกหนี้ รวมถึงลูกหนี้มักจะถูกมองว่าไม่มีวินัยทางการเงิน แต่เรื่องการเริ่มต้นใหม่เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในระยะไม่กี่สิบปีมานี้ และเป็นแนวคิดที่ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ซึ่งแนวคิดนี้ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนมุมมองให้เจ้าหนี้ให้อภัยลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและมีแรงจูงใจในการจัดการเรื่องหนี้สิน การเปิดโอกาสให้มีทางเลือกในการฟื้นฟูยังช่วยรักษากิจการ รักษาการจ้างงาน และรักษามูลค่าของทรัพย์สินเอาไว้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พสิษฐ์ได้ชี้ให้เห็นข้อที่ควรคำนึงถึงด้วยว่า “ในร่างกฎหมายใหม่นี้ ถ้าลูกหนี้ตกลงชำระหนี้เท่าไร ภาระความรับผิดของผู้ค้ำประกันลดลงเหลือเท่ากับลูกหนี้รายนั้น หลักการนี้เท่ากับฉีกสัญญาค้ำประกันทิ้ง เพราะหากลูกหนี้ผ่อนชำระเงินได้ตามข้อตกลงในแผนฟื้นฟู ผู้ค้ำประกันก็จะไม่ต้องรับผิด แต่ถ้าลูกหนี้ไม่ยอมผ่อน ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดอีกเช่นกัน ท้ายที่สุดจะทำให้ผู้ค้ำประกันไม่มีคุณค่าในหลักประกัน

เรื่องที่สองที่กังวลก็คือ ตอนนี้ในกฎหมายเขียนว่า ทรัพย์สินที่มีการจำนองไว้กับเจ้าหนี้ ลูกหนี้สามารถผ่อนได้ปีละ 3% แล้วก็จบ หมายความว่าลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ประมาณ 33 ปีครึ่ง โดยที่ศาลต้องผ่านแผนให้ เพราะกฎหมายเขียนไว้แล้วว่า ถ้าเสนอมาแบบนี้ถือว่าผ่านระบบ cram down (หลักการยืนยันโดยการบังคับ) ได้ ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสคุยกับฝ่ายสินเชื่อ เขาบอกว่าอัตราการปล่อยหนี้เทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ของแบงก์ลดลงไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดการสร้างภาระให้กับลูกหนี้เพิ่มขึ้นและเป็นต้นทุนของระบบการให้เครดิต ซึ่งทำให้ศักยภาพของการแข่งขันลดลง

เรื่องสุดท้ายที่กังวลก็คือ ในกฎหมายใหม่นี้ ลูกหนี้ที่ไปฟื้นฟูฐานะแล้วผ่อนชำระแผนแรกเสร็จไปแล้ว หรือยังผ่อนชำระไม่เสร็จก็ตาม แต่ภายใน เดือนสามารถมาขอฟื้นฟูใหม่ได้ ในต่างประเทศไม่มีเรื่องนี้ บางประเทศไม่ให้ แต่บ้านเราบอกว่า เดือนมาขอใหม่ได้ เราคิดว่าเราคุ้มครองลูกหนี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเจ้าหนี้เขารู้ โอกาสการเข้าถึงสินเชื่อจะยากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

ด้าน พ.ต.อ. ทวี ได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่และย้ำถึงเหตุผลที่ควรมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ นี้ภายใน 60 วันว่า “ผมคิดว่าเรามีวิธีการแก้หนี้มาเยอะ มีมาเกือบทุกชนิด แต่ทุกครั้งเราไม่เคยได้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ลุกขึ้นมาช่วยตัวเองโดยมีกฎหมายรองรับ กฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยยะสำคัญ ในฐานะ ส.ส. ก็จะผลักดันให้เกิดขึ้น แต่การเกิดขึ้นที่ผ่านมาได้สัก 95% แล้ว มันเหลืออีกเล็กน้อย ซึ่งไม่มีใครได้ 100%

ถ้าสภากล้าแก้หรือยืนยันตามที่วุฒิสภาส่งกลับมา เราก็จะได้กฎหมายภายใน เดือน สำหรับลูกหนี้ กฎหมายนี้จะเป็นเหมือนการให้รางวัลที่ดีที่สุดและเป็นรางวัลที่ไม่ต้องเปลืองงบประมาณของประเทศด้วย และเราจะทำให้ลูกหนี้ชนะหนี้อย่างยั่งยืน