ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้ ‘บางกอกแอร์เวย์ส‘ ปรับขึ้นค่าตั๋วบินในประเทศ 3 เส้นทาง เร่งเครื่อง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ คาดเปิดใช้ในปี 72-73
“บางกอกแอร์เวย์ส” เตรียมปรับขึ้นค่าตั๋วในประเทศ 15–20% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ ตามต้นทุนน้ำมันพุ่ง จ่อปรับแผนธุรกิจหากวิกฤตราคายืดเยื้อ เผยปี 69 คงเป้าผู้โดยสาร 4.3 ล้านคน รายได้ระดับ 2.6 หมื่นล้านบาท พร้อมเร่งลงทุนฝูงบินใหม่ รับมอบปลายปีนี้ 2 ลำ ลุยขยายสนามบินสมุย รองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี ลุยเมกะโปรเจกต์เมืองการบินอู่ตะเภาเฟสแรก 1 หมื่นล้านบาท เปิดบริการภายในปี 72–73
นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารเส้นทางบินภายในประเทศบางเส้นทาง ประมาณ 15-20% หลังราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อาทิ กรุงเทพฯ-สมุย, กรุงเทพฯ-ภูเก็ต และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทั้งนี้ การปรับเพิ่มดังกล่าว ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเพดานที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กำหนด

สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศบางเส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 จะมีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ประมาณ 50-60 ดอลลาร์ต่อคนต่อเที่ยว หรือประมาณ 1,600-1,900 บาทต่อคนต่อเที่ยว อาทิ กรุงเทพฯ-มัลดีฟส์, กรุงเทพฯ-ฮ่องกง และกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะมีการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือนหลังจากนี้ บริษัทอาจต้องทบทวนราคาใหม่อีกครั้ง รวมถึงเป้าหมายรายได้ และจำนวนผู้โดยสารในปี 2569
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้น เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสายการบินทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะบางกอกแอร์เวย์ส ยอมรับว่า กระทบต่อสัดส่วนต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินประมาณ 30% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 16% โดยปัจจุบัน สายการบินมีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันล่วงหน้า (Fuel Hedging) ไว้ประมาณ 30% ในระดับราคา 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยพยุงต้นทุนได้บางส่วนตลอดทั้งปี 2569 ขณะเดียวกันยอมรับว่า หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นรุนแรงต่อเนื่อง อาทิ เพิ่มขึ้นอีก 50-60% และทรงตัวในระดับสูง อาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

นายพุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายในปี 2569 ที่ได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ ธ.ค. 2569 โดยคาดว่า จะมีเที่ยวบินจำนวน 48,000 เที่ยวบิน ลดลง 2% จากปี 2568 อยู่ที่ 48,856 เที่ยวบิน ตั้งเป้าอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ประมาณ 80% โตขึ้นจากปีที่แล้ว 4% มีผู้โดยสารอยู่ที่ 4.3 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนคงที่จากปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับค่าโดยสารบัตรโดยสารคงที่เฉลี่ย 4,200 บาทต่อเที่ยวบิน และรายได้คาดการณ์ว่า จะคงที่เทียบเท่ากับปี 2568 ที่มีรายได้รวม 26,067 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,580.3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง เชื่อว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้ จะเติบโตและเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน
ขณะที่ ยอดการสำรองที่นั่งล่วงหน้าของบริษัทฯ ณ วันที่ 16 มี.ค. 2569 สำหรับการเดินทางตั้งแต่ เม.ย.-ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1% โดยอัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าไตรมาส 2 ลดลง 3% ส่วนไตรมาส 3 เติบโต 9% นอกจากนี้ ด้านการบริหารจัดการฝูงบินนั้น ในปี 2569 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส คาดว่า จะมีเครื่องบินจำนวน 22 – 26 ลำ ซึ่งฝูงบินปัจจุบัน ประกอบด้วย เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ แอร์บัสA319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ โดยมีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปี 2569 และจะทยอยรับมอบครบไปจนถึงปี 2571

ในส่วนการพัฒนาสนามบินของบริษัทฯ นั้น เดินหน้าโครงการปรับปรุงสนามบินสมุย คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 รวมถึงขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอิน พร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573 ด้านสนามบินตราด ได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่นอาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี
นายพุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 2.9 แสนล้านบาทนั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เตรียมส่งหนังสือเริ่มงาน (NTP) ในวันที่ 3 เม.ย. 2569 โดยการพัฒนาในระยะที่ 1 (เฟสแรก) ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่า จะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3-4 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572-2573 ทั้งนี้ การก่อสร้างเฟสแรก บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ได้ปรับจำนวนการรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันมีผู้โดยสาร ประมาณ 300,000-400,000 คน เชื่อว่า การพัฒนาเฟสแรก จะสามารถรองรับได้กว่า 6-7 ปี ขณะที่ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แม้ UTA จะเสนอขอย้ายพื้นที่ก็ตาม
