“กรมราง” ชี้มาตรการค่าโดยสารเหมาจ่าย 40 บาท “สีแดง–สีม่วง” ดันผู้โดยสารพุ่ง 37% เร่งศึกษาค่าโดยสารแบบโซน-ตามเวลา ลเภาระอุดหนุนจากรัฐ เตรียมสรุปผลปลายปี 2569 ก่อนชง “คมนาคม” ควบคู่แผนซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั่วทั้งโครงข่าย
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาการกำหนดอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบรางแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) ตามเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น วันนี้ (12 มี.ค. 2569) ว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้กำหนดมาตรการอัตราค่าโดยสารราคาเดียวแบบเหมาจ่ายรายวัน 40 บาท สำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2568

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารราคาเดียวที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ใช้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 83% และรถไฟฟ้าสายสีม่วงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22% โดยภาพรวมของทั้งสองสายมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่า 37% อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการใช้บัตรโดยสารมาตรฐาน EMV Contactless เพิ่มขึ้นกว่า 113% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการด้านค่าโดยสารในการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า เพื่อให้ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล กรมการขนส่งทางรางจึงเร่งศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสารรูปแบบใหม่ ได้แก่ การจัดเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง แบบคงที่ และแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) โดยจะพิจารณาควบคู่กับแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge)

ทั้งนี้ การกำหนดพื้นที่การเดินทางเป็นช่วง ๆ เพื่อลดภาระการอุดหนุนของภาครัฐ โดยหากกำหนดอัตราเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวันในทุกเส้นทาง อาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณอุดหนุนจำนวนหนึ่ง แต่หากใช้ระบบโซน อาจช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐได้ โดยในกรณีที่ประชาชนเดินทางในระยะสั้น เช่น อยู่ในโซนชั้นในของเมือง หรือเดินทางไม่เกินประมาณ 8–10 สถานี ก็อาจยังคงสามารถใช้ค่าโดยสารใกล้เคียงกับ 40 บาทได้ โดยแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้ที่เดินทางระยะไกลซึ่งปัจจุบันบางกรณีมีค่าโดยสารไปกลับ 200 กว่าบาทต่อเที่ยว หากใช้ระบบโซนอาจทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือประมาณ 50–80 บาทต่อวัน
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการศึกษาทางเลือกอย่างน้อย 2 รูปแบบ ได้แก่ การกำหนดค่าโดยสารแบบโซนพื้นที่ (Area Zone) และการกำหนดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Fare) โดยในระบบ Time-based Fare จะกำหนดระยะเวลาการเดินทาง เช่น ภายในช่วงเวลาที่กำหนดอาจสามารถเดินทางได้ในอัตรา 40 บาท แต่หากใช้เวลานานกว่ากำหนดก็จะคิดค่าโดยสารเพิ่มตามช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นแนวทางที่หลายประเทศในยุโรปใช้ เช่น อิตาลี เป็นต้น
สำหรับพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบัน พบว่าค่าเฉลี่ยการเดินทางอยู่ที่ประมาณ 8 สถานี หรือระยะทางเฉลี่ยประมาณ 11.25 กิโลเมตร (กม.) ต่อเที่ยว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การศึกษายังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและการคำนวณตัวเลขผลกระทบทางการเงินในแต่ละรูปแบบ โดยกรมการขนส่งทางรางตั้งเป้าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายในช่วงปลายปี 2569 ก่อนเสนอผลการศึกษาให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เหมาะสมต่อไป ขณะเดียวกัร การดำเนินนโยบายดังกล่าว ยังต้องพิจารณาควบคู่กับแผนการซื้อคืนสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดโครงสร้างค่าโดยสารใหม่
