“วิริยะประกันภัย” ตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4หมื่นล้าน เดินหน้า ดิจิทัล–ข้อมูล–พัฒนาบุคลากร รุกประกันรถ EV ปรับเบี้ยตามความเสี่ยง!
วิริยะประกันภัยวางเป้าหมายปี 2569 เดินหน้าเติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 44,646 ล้านบาท พร้อมรักษาผู้นำตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับโครงสร้างเบี้ยให้สอดคล้องต้นทุนซ่อมและความเสี่ยงของรถแต่ละรุ่น ชูกลยุทธ์ดิจิทัล–ข้อมูล–พัฒนาบุคลากร ยกระดับการบริการรองรับความท้าทายอุตสาหกรรมประกันภัยในอนาคต
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายของธุรกิจประกันภัย จากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่และหลายช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม “วิริยะประกันภัย” ยังสามารถฝ่าความผันผวนดังกล่าวมาได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการให้บริการที่รวดเร็ว ครอบคลุม และเข้าถึงผู้เอาประกันภัยได้ทันท่วงที โดยมีพนักงานและเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมปฏิบัติงานในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพการให้บริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา
วิริยะฯ โชว์แกร่งฝ่าวิกฤติท้าทาย !
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้าและประชาชนมีต่อวิริยะประกันภัย ส่วนผลประกอบในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 17.09% อีกทั้งยังคงมั่นคงแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของเงินกองทุนฯ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

“บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และมีความเชี่ยวชาญจากการได้บริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ‘ปฏิบัติการ First AID’ ที่นำมาใช้จนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ทั้งความพร้อมในการสำรวจ ประเมินความเสียหาย และการประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างทันท่วงที การจัดซ่อมที่ได้มาตรฐานผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ประกอบกับบริษัทฯ มีสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม ตลอดไปถึงการประสานพลังเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดทำถุงยังชีพ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง”
วาง 3 กลยุทธ์หลัก เสริมแกร่งองค์กร
นายอมร กล่าวอีกว่า ในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแนวโน้มภัยพิบัติที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในปีนี้และในอนาคต จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับความเสี่ยงและยกระดับการดูแลลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนด กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดย 1.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรับประกันภัยและการเคลม รวมถึงการพัฒนาระบบงานให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และตอบโจทย์การให้บริการมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ E-Agency ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตัวแทนประกันภัย, บริการ V-Inspection ตรวจสภาพรถก่อนทำประกันด้วยเทคโนโลยี AI และ VClaim on VCall บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนา บริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และยกระดับประสบการณ์การรับบริการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

2.การบริหารจัดการฐานข้อมูล (Data-Driven) เพื่อยกระดับความแม่นยำในการวิเคราะห์ความเสี่ยง โดยนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และระดับความเสี่ยงของลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Motor และ Non-Motor ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค พร้อมตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.
3.การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายและยกระดับคุณภาพการให้บริการในระยะยาว โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (Employee Engagement) ผ่านการกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อประสิทธิภาพการทำงาน
พร้อมกันนี้ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการอบรมและเสริมทักษะตามสายวิชาชีพ ควบคู่กับการเพิ่มพูนความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยี AI เพื่อให้บุคลากรสามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมประกันภัยในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตั้งเป้าปี 69 เบี้ยแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท ปรับเบี้ยรถ EV ให้เหมาะสมกับความเสี่ยง
จากกลยุทธ์ดังกล่าว สู่ทิศทางการเติบโตในปี 2569 นายอมร เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายยอดขายเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมไว้ที่ 44,646 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 4% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็น ธุรกิจประกันภัยรถยนต์ (Motor) ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรง 38,865 ล้านบาท เติบโตประมาณ 3% ขณะที่ ธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรง 5,780 ล้านบาท เติบโตประมาณ 9.7%.
สำหรับตลาดประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น ปัจจุบันวิริยะฯ ยังคงเป็นเบอร์ 1 โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40 % แม้ว่าจะเป็นตลาดที่ผันผวนในเรื่องของโครงสร้างด้านราคา ซึ่งเรื่องนี้นายอมรยืนยันว่า วิริยะฯ ยังเดินหน้าขายประกันรถEV ต่อไป แต่จะพิจารณารายละเอียดให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของ ยี่ห้อรถ ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ ที่มีราคาแตกต่างกัน จะมีการปรับเบี้ยให้เหมาะสมตามความเสี่ยง ปัจจุบันเบี้ยประกันรถ EV ยังคงสูงกว่ารถยนต์สันดาปประมาณ 20%
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยยังคงมุ่งเน้น ประกันเดินทาง ควบคู่กับการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Personal Line อย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับ ประกันภัยทรัพย์สิน มากขึ้น จากบทเรียนเหตุการณ์ภัยพิบัติในช่วงที่ผ่านมา ที่ทำให้ผู้บริโภคตื่นตัวและเห็นความจำเป็นในการมีความคุ้มครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์และจัดหาประกันภัยต่อ เพื่อรองรับความต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น