ขบ. เปิดเวทีประชุมผู้ประกอบการขนส่ง กำหนดชั่วโมงการทำงานพนักงานขับรถให้สอดคล้องบริบทไทย ด้าน ‘สมาพันธ์ขนส่งฯ’ ชงขยายจากวันละ 10 ชม. เป็น 12 ชม.
“ขนส่งทางบก” เปิดเวทีประชุมหารือผู้ประกอบการขนส่ง ยกระดับพัฒนาแนวทางการกำหนดชั่วโมงการขับรถ ให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ-สังคม ด้าน “สมาพันธ์ขนส่งทางบก” เรียกร้องขยายชั่วโมงขับรถจาก 10 ชม. เป็น 12 ชม. หวังหาแนวทางสร้างความสมดุล เพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างยั่งยืน
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (16 มกราคม 2569) ขบ. ได้จัดประชุมหารือแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกำหนดชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกัน ในการพัฒนากฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคม โดยกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งได้สะท้อนปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติตามกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ยังมีไม่เพียงพอโดยเฉพาะในเส้นทางรอง ทำให้ไม่สามารถจอดพักได้ตามกำหนดเวลา ประกอบกับ ความกังวลด้านความปลอดภัยและสภาพกายภาพของถนน หากต้องหยุดรถทันทีเมื่อครบ 4 ชั่วโมง (ชม.) ในจุดเสี่ยง เช่น บนทางด่วน ทางลาดชัน หรือพื้นที่เปลี่ยวที่ไม่มีไหล่ทาง

นอกจากนี้ ยังพบปัญหา การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง ปัญหาสภาพการจราจรที่ติดขัดในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดจนการกำหนดเวลาห้ามวิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารเวลาเดินรถ โดยเสนอให้พิจารณาทบทวนมาตรการจำกัดชั่วโมงการทำงาน เพื่อกำหนดนิยามทางกฎหมายที่แยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง “ชั่วโมงการขับขี่” (Driving Hours) และ “ชั่วโมงการทำงาน” (Working Hours/On Duty) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางถนนของประเทศไทย
นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินตามมาตรการกำหนดชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถ ระบุว่าพนักงานขับรถสามารถขับรถติดต่อกันไม่เกิน 4 ชั่วโมง และต้องพักผ่อนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะสามารถขับรถต่อไปได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมงติดต่อกัน และเมื่อรวมระยะเวลาขับรถทั้งหมดในหนึ่งวันต้องไม่เกิน 10 ชั่วโมง เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และสอดคล้องกับหลักสากล โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดในการลดอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตบนท้องถนน โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความเหนื่อยล้าและการหลับในของผู้ขับขี่

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป จะพบว่ากฎหมายของประเทศไทยมีความยืดหยุ่นกว่าพอสมควร โดยในยุโรปกำหนดชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 – 9 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ในขณะที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ขับรถได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่คำนึงถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทยในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งจากการเริ่มดำเนินมาตรการกำกับดูแลเวลาการขับรถให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างจริงจังในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมา พบดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่น่าพอใจ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 สถิติอุบัติเหตุที่เกิดจากรถขนส่งและรถสาธารณะลดลงมากกว่า 30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมชั่วโมงการทำงานมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าว จะส่งผลดีต่อภาพรวมความปลอดภัย แต่ ขบ. เข้าใจถึงข้อจำกัดในการปฏิบัติงานจริง จึงได้มอบนโยบายการบังคับใช้กฎหมายโดยเน้นการตักเตือน สร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ หากผู้ขับขี่หรือผู้ประกอบการมีเหตุผลความจำเป็น เช่น สภาพการจราจรติดขัด หรือไม่มีจุดจอดพักรถ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่และการพักผ่อนให้เหมาะสมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การลงโทษตามกฎหมายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีการตรวจสอบพบการกระทำความผิดซ้ำซากโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นอันสมควรเท่านั้น

นายสรพงศ์ กล่าวอีกว่า จากการหารือร่วมกับสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยและผู้ประกอบการในวันนี้ ขบ. ได้รับทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดในทางปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเรื่องสภาพการจราจรที่ติดขัด รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน จุดพักรถ (Rest Area) ที่ยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถหยุดพักหรือจบงานได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเน้นย้ำว่า ขบ. พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาพันธ์การขนส่งทางบก ซึ่งได้มีข้อเรียกร้องขอให้มีการขยายระยะเวลาการทำงานต่อวันจาก 10 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง
โดยที่ประชุมได้รับทราบและเห็นชอบว่าจะได้ดำเนินการไปศึกษาข้อมูลร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การเจรจาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายระยะเวลา ทั้งนี้ สำหรับการหารือในครั้งนี้ได้เน้นไปที่ภาคการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อให้การแก้ปัญหาครอบคลุมทุกมิติ ในสัปดาห์หน้า ขบ. จะทำการนัดหมายประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกในทิศทางเดียวกันต่อไป
