‘พิพัฒน์‘ สั่งหน่วยงานยกเลิก 2 สัญญาของ ITD ด้าน ’คมนาคม‘ พร้อมช่วยสู้คดี เร่งหาผู้รับเหมารายใหม่ ลุยงานต่อทันที พร้อมสั่งหยุดงาน 14 สัญญา มูลค่า 1.13 แสนล้านใน 15 วัน
“พิพัฒน์” เซ็นตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด สอบสวนข้อเท็จจริง 2 เหตุเครนถล่ม-เร่งบังคับใช้ “สมุดพกผู้รับจ้าง” ภายในปีนี้ เด้งรับข้อสั่งการนายกฯ สั่งหน่วยงานเจ้าของสัญญายกเลิก 2 สัญญา หลังมีความสูญเสีย-เกิดเหตุบ่อยครั้ง ชี้หากเอกชนฟ้องร้อง “คมนาคม” พร้อมช่วยสู้คดี ก่อนลุยหาผู้รับเหมารายใหม่ก่อสร้างต่อ จี้ 6 หน่วยงานสั่งหยุดก่อสร้าง 15 วัน ใน 14 สัญญาของ ITD มูลค่า 1.13 แสนล้าน พ่วงสแกนทุกโครงการใช้อุปกรณ์ยกของสูงของทุกบริษัท หวังตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันนี้ (16 มกราคม 2569) ได้มีคำสั่งแต่งคณะกรรมการ 3 ชุดตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ และกรณีโครงเหล็กติดตั้งสะพานร่วงหล่นในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 82 (M82) ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (ตอน 7) บริเวณ กม.30 ถนนพระราม 2 โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะต้องตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากอะไร เกิดขึ้นจากบุคลากร อุปกรณ์ หรือไม่อย่างไร โดยจะต้องได้ข้อสรุป และรายงานกลับมายังกระทรวงคมนาคมภายใน 7 วัน, 2.คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ และ 3.คณะกรรมการติดตาม – เร่งรัดการใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และ “สมุดพกผู้รับจ้าง” ให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้างภายในปีนี้ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ทั้ง 3 ชุดดังกล่าว มีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธานฯ
สำหรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกสัญญา 2 สัญญาที่เกิดเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนั้น เป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของสัญญา นโยบาย คือ ต้องมีการยกเลิกสัญญาแน่นอน เนื่องจากเกิดความสูญเสีย และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยยอมรับว่า เมื่อยกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว เชื่อว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD จะต้องมีการฟ้องร้องหน่วยงานอย่างแน่นอน ซึ่งกระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะช่วยหน่วยงานสู้คดี อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการฟ้องร้อง จะไม่รอให้คดีถึงที่สุด และจะให้หาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาดำเนินการก่อสร้างต่อทันที โดยใช้การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนงานก่อสร้าง และให้สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ที่ในขณะนี้ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 เหลืองานประมาณ 1-2% ส่วนมอเตอร์เวย์ M82 เหลืองานอีกประมาณ 10-20% เท่านั้น

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การยกเลิกสัญญานั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ยังไม่เข้าเงื่อนไข แต่ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้คำแนะว่า สามารถดำเนินการได้ โดยพิจารณาข้อกฎหมายทางปกครอง และความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งมีการบังคับใช้ในต่างประเทศนำมาประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้าง ครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและควบคุมงานในทุกโครงการฯ ประกอบด้วย ผู้แทนด้านวิชาชีพ วิศวกรรมร่วมด้วย เพื่อใช้สิทธิ์ในการตรวจสอบโครงการฯ ให้มีความปลอดภัยสูงสุด อย่างไรก็ตาม นายกฯ มีความกังวล เช่นเดียวกับตนที่มีความหนักใจกับความไม่เชื่อมั่นในการใช้เส้นทางของประชาชน ทำให้หลังจากนี้ ต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น
ด้านนายจิระพงศ์ กล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน และต้องชี้แจงรายละเอียดไปยังสาธารณชนได้ โดยจะยังไม่มีการเรียกบริษัทผู้รับจ้างมาหารือ ซึ่งจะเรียกมาหารือภายหลังต่อไป ส่วนเหตุดังกล่าว ใครเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ยังไม่สามารถระบุในตอนนี้ได้ เนื่องจากต้องรอรายละเอียดจากข้อเท็จจริงก่อน ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมประสานผู้รับจ้าง หยุดการก่อสร้างโครงการของอิตาเลียนไทย จำนวน 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน แบ่งเป็น โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา และโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมลงนาม 2 สัญญา เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วว่า ไม่พบปัญหาอะไร ก็สามารถดำเนินการสร้างต่อได้ และจะขยายกรอบระยะเวลาให้

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้อุปกรณ์ยกของหนักหรือทำงานที่สูง (Lifting Gear) อาทิ เครน รอก สลิง (ลวดสลิง, สลิงผ้า) โซ่ยก ตะขอ อุปกรณ์ยกชั่วคราวทุกชนิดของทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม หยุดการก่อสร้างไม่เกิน 15 วัน เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับหน่วยงานที่มีสัญญากับอิตาเลียนไทย รวม 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), กรมเจ้าท่า (จท.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)
สำหรับโครงการของอิตาเลียนไทย จำนวน 14 สัญญา มูลค่ารวม 113,126.18 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา มูลค่ารวม 112,969.96 ล้านบาท ได้แก่ โครงการของ ทล. 1 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ตอน 7 วงเงิน 1,868.30 ล้านบาท, โครงการของ กทพ. 2 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างทางพิเศษสาย พระราม 3 ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร สัญญาที่ 3 วงเงิน 7,359.30 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา วงเงิน 18,699.93 ล้านบาท, โครงการของ รฟท. 4 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน สัญญา 3-1 ช่วง แก่งคอย – กลางดง และ ปางอโศก – บันได้ม้า วงเงิน 9,348 ล้านบาท, สัญญา 3-4 สีคิ้ว – กุดจิก วงเงิน 9,848 ล้านบาท, สัญญา 4-4 ศูนย์ซ่อมปารุงเชียงรากน้อย วงเงิน 6,573 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางสายใหม่ สาย เด่นชัย – เชียงของ สัญญา 1 ช่วงเด่นชัย – งาว วงเงิน 26,560 ล้านบาท
นอกจากนี้ โครงการของ รฟม. 3 สัญญา คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 3 (ITD-NWR MRT Joint Venture) ช่วงผ่านฟ้า – สะพานพุทธ วงเงิน 15,109 ล้านบาท, สัญญาที่ 5 (ITD) ช่วงดาวคะนอง – ครใน และอาดารอดรถไฟฟ้า (Stabling Yard) และอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) วงเงิน 13,094 ล้านบาท, 1สัญญาที่ 6 (ITD) งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ วงเงิน 3,589 ล้านบาท, โครงการของ จท. 1 สัญญา คือ งานจ้างก่อสร้างเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ระยะ 1 ตอน 1 วงเงิน 249.54 ล้านบาท, โครงการของ ทอท. 1 สัญญา คือ งานจ้างก่อสร้างงามปรับปรุง Runway Strip, Runway End Safety Area (RESA) และทางขับขนานท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) วงเงิน 671.089 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมลงนามสัญญา 2 สัญญา โดยเป็นโครงการของ จท. มูลค่ารวม 156.22 ล้านบาท คือ จ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 1 แห่ง วงเงิน 85 ล้านบาท, จ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือเกาะพีพี อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ 1 แห่ง วงเงิน 71.218 ล้านบาท
