นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่าการส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (890,204 ล้านบาท) ขยายตัวที่ร้อยละ 7 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 12 ขณะที่ มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 การส่งออก มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17 ดุลการค้า ขาดดุล 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 315,662.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12 ดุลการค้า ขาดดุล 4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 12.6 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13 มูลค่าการค้ารวม

มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนพฤศจิกายน 2568 การส่งออก มีมูลค่า 890,204 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.7 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 991,244 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.0 ดุลการค้า ขาดดุล 101,040 ล้านบาท ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 10,207,181 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 10,493,934 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 ดุลการค้า ขาดดุล 286,753 ล้านบาท ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 10,207,181 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 10,493,934 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 ดุลการค้า ขาดดุล 286,753 ล้านบาท
ทั้งนี้ สรท. เชื่อว่าการส่งออกปี 2568 จะเติบโตมากกว่าร้อยละ 9 ซึ่งแม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 ยังมีการเติบโตจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าสำคัญในช่วงไตรมาส 1-3 อย่างไรก็ตาม สรท. คาดการณ์ส่งออกปี 2569 ยังคงมีโอกาสเติบโตแบบชะลอตัวที่ร้อย 2-4 แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่
ทั้งนี้ สรท. ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 ได้แก่ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 1) ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2) ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ 3) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 4) ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ และ 5) ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 2) US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก 3) สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และ 4) ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย