สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดกิจกรรม “OIC X PRESS” ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนและเผยแพร่ความรู้ด้านประกันภัยสู่ประชาชน โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแถลงสรุปผลงานและทิศทางการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “คปภ. ขับเคลื่อนอนาคตประกันภัยไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืน”
เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึงการขับเคลื่อนระบบประกันภัยไทยในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า สำนักงาน คปภ. ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญท่ามกลางบริบทความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งยกระดับการกำกับดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูล (Data-Driven Regulation) ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับหลักสากล และการเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีกรอบการขับเคลื่อนผ่าน 13 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 ภาพรวมธุรกิจประกันภัย ปี 2568
สำนักงาน คปภ. ประเมินว่า ธุรกิจประกันภัยในปี 2568 ยังคงเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวัง อย่างไรก็ดี ภาพรวมอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยคาดว่าเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมอยู่ที่ประมาณ 969,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.15 จากปีก่อนเมื่อพิจารณาแยกตามประเภทธุรกิจ ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 675,957 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.51 ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 293,220 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 2.33 สะท้อนความต้องการด้านการออม การคุ้มครองสุขภาพ และการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวจากมาตรการภาครัฐ การท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่ปรับดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงาน คปภ. จะติดตามและกำกับดูแลอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ประเด็นที่ 2 ความสำเร็จของเวทีการประชุม OIC Meets CEO
การประชุม OIC Meets CEO จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อเป็นเวทีเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและภาคธุรกิจประกันภัยในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มีเสถียรภาพ และยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนพื้นฐานของนโยบายและการปฏิบัติจริง
การประชุมดังกล่าวช่วยยกระดับระบบประกันภัยให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรฐานการให้บริการที่ดีขึ้น การพิจารณาสินไหมและข้อร้องเรียนที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการป้องกันการฉ้อฉล ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้รับความชัดเจนด้านทิศทางกฎเกณฑ์และนโยบายสำคัญ เช่น RBC, IFRS 17, ESG และการบริหารความเสี่ยง ส่งผลให้สามารถวางแผนและปรับตัวเชิงรุกได้อย่างมีเสถียรภาพ
เวที OIC Meets CEO จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และสนับสนุนเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทยในภาพรวม
ประเด็นที่ 3 การยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) สำนักงาน คปภ. ดำเนินการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยโดยนำแนวทาง Group-Wide Supervision (GWS) ตามมาตรฐานสากลมาปรับใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจและการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น เพิ่มความโปร่งใส เสริมเสถียรภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยแบ่งการกำกับดูแลเป็น 2 ระดับ คือ Solo Consolidation สำหรับบริษัทประกันภัยและบริษัทลูกที่มีอำนาจควบคุม ซึ่งบังคับใช้แล้ว และ Full Consolidation สำหรับบริษัทแม่สูงสุดรวมถึงนิติบุคคลที่มีอำนาจควบคุมหรือถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2569
ประเด็นที่ 4 การปรับปรุงประกาศ คปภ. เรื่องการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย สำนักงาน คปภ. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ภายใต้หลัก Risk Proportionality เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเข้าถึงช่องทางการลงทุนได้หลากหลาย เพิ่มผลตอบแทน กระจายความเสี่ยง และเสริมความมั่นคงให้เงินออมของประชาชน ขณะเดียวกันยังส่งเสริมบทบาทภาคประกันภัยในฐานะนักลงทุนสถาบัน โดยปรับลดหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านตลาดจากราคาตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 18 ซึ่งช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน เสริมสภาพคล่องตลาดทุน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ประเด็นที่ 5 การกำหนดปัจจัยพฤติกรรมการขับขี่ในพิกัดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำนักงาน คปภ. นำพฤติกรรมการขับขี่มาพิจารณากำหนดพิกัดเบี้ยประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ (สูงสุด 5 คน) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจริงและสร้างความเป็นธรรม ผู้ขับขี่ที่ไม่มีอุบัติเหตุจะได้รับส่วนลดสูงสุด 40% ติดตัวไปตลอด ส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และยกระดับความโปร่งใสของระบบประกันภัย
ประเด็นที่ 6 การสร้างพื้นที่ต้นแบบความปลอดภัยทางถนนและรณรงค์ประกันภัยภาคบังคับ สำนักงาน คปภ. ริเริ่มโครงการนำร่องที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มการเข้าถึงสิทธิประกันภัย พ.ร.บ. ผลลัพธ์พบอัตราผู้เสียชีวิตลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบสองปีที่ผ่านมา พร้อมวางแผนขยายผลสู่ชุมชนและเยาวชนทั่วประเทศ
ประเด็นที่ 7 การขับเคลื่อนระบบกรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โครงการ e-Policy และ e-Custodian สำหรับประกันภัยรถภาคบังคับเชื่อมข้อมูลตั้งแต่การออกกรมธรรม์ การชำระเบี้ย และตรวจสอบความคุ้มครอง ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดการฉ้อฉล และทำให้ผู้เอาประกันสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของบริษัท
ประเด็นที่ 8 การพัฒนาการให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูล Open Insurance สำนักงาน คปภ. พัฒนาระบบ Open Insurance เพื่อใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้กรอบการเปิดข้อมูลที่ปลอดภัยและได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เชื่อมโยงกับ Open Data และ Open Banking ของ ธปท.
ประเด็นที่ 9 โครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” สำนักงาน คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ส่งเสริมร้านอาหารเข้าถึงประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก พร้อมตราสัญลักษณ์รับรอง โดยตั้งเป้าขยายร้านที่เข้าร่วมจาก 30 ร้านในปี 2568 เป็น 300 ร้าน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสนับสนุนเศรษฐกิจพื้นที่
ประเด็นที่ 10 การจัดทำแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) แผนฉบับนี้เป็น Blueprint ของระบบประกันภัยไทย มุ่งเสริมความเข้มแข็งภาคธุรกิจ ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล และใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อสร้างระบบที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง รองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึง
ประเด็นที่ 11 หลักสูตร ASEAN Life Insurance Leadership Program (ALIP) โครงการ ALIP ร่วมกับกองทุนประกันชีวิตและสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อยกระดับบุคลากรและสร้างเครือข่ายผู้นำประกันชีวิตในอาเซียน ผ่าน 4 Modules ได้แก่ การสำรวจพรมแดนใหม่ การวางกลยุทธ์ การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมกรอบการดำเนินงาน 3 แกน Reinforce, Connect, Elevate
ประเด็นที่ 12 มาตรการทางภาษีเพื่อสังคมสูงวัย สำนักงาน คปภ. พัฒนาประกันชีวิตแบบบำนาญที่ยืดหยุ่น สามารถจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ ตอบโจทย์ความต้องการผู้สูงอายุและยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพ
ประเด็นที่ 13 มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เอาประกันภัย สำนักงาน คปภ. ดำเนินการทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติหรืออุบัติภัย ครอบคลุม 3 ระยะ คือ การช่วยเหลือ ตรวจสอบและผ่อนผัน การเยียวยา พิจารณาและจ่ายค่าสินไหมอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และการฟื้นฟู ประสานความร่วมมือเพื่อให้ประชาชนกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็ว