รฟม. ปักหมุด! ‘โมโนเรลหาดใหญ่’ 1.6 หมื่นล้าน เร่งทบทวนผลการศึกษา ตั้งธงเริ่มสร้างปี 74 เปิดใช้ปี 78

รฟม. กางไทม์ไลน์ “โมโนเรลหาดใหญ่” ระยะทาง 12.54 กม. มูลค่า 1.6 หมื่นล้าน เร่งทบทวนผลการศึกษา ปรับรูปแบบก่อสร้างลดต้นทุน-เชื่อมรถไฟทางไกล ถอดบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 68 ตั้งธงเริ่มสร้างปี 74 ลุ้นเปิดใช้ปี 78 หนุนเศรษฐกิจใต้-ยกระดับระบบขนส่ง-กระตุ้นท่องเที่ยว พร้อมอัพเดตอีก 4 จังหวัด ลุยหารือท้องถิ่น ทดลองวิ่ง EV Bus เส้นทางเดียวกัน ดูพฤติกรรมการเดินทาง

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบราง (Monorail) ระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 16,186.01 ล้านบาท (ไม่รวมค่าจัดหารถไฟฟ้า) ว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ. กำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ …) พ.ศ. … เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนดำเนินการตามขั้นตอนนั้น

สำหรับในขณะนี้ อยู่ระหว่างกระบวนการตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) อยู่ระหว่างนำร่าง พ.ร.ฎ. ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป จากนั้น รฟม. จะจัดหาจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำการศึกษาทบทวนความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด และจัดทำรายงาน EIA ฉบับใหม่ คาดว่า จะเริ่มดำเนินการศึกษาทบทวนในช่วงปี 2570 ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี ก่อนจะเสนอขออนุมัติโครงการฯ และรูปแบบการร่วมลงทุนในปี 2572 และเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเอกชน ใช้ระยะเวลาคัดเลือกเอกชนประมาณ 1 ปี คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2574 และตั้งเป้าหมายจะเปิดให้บริการได้อย่างเป็นทางการภายในปี 2578

นายกาจผจญ กล่าวต่อว่า การศึกษาทบทวนรูปแบบการลงทุนนั้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของประเทศ ส่วนแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดโครงการหาดใหญ่ว่า แม้โครงสร้างเดิมขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา จะผ่านพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของเมืองที่มีการสร้างปริมาณการเดินทางสูง แต่ รฟม. จะต้องทบทวนเพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างลงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับปริมาณผู้โดยสาร อาทิ แนวคิดการขยายเส้นทางเชื่อมต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ระยะทางอีกประมาณ 9 กม. รวมถึงอาจพิจารณาสร้างเป็นรูปแบบระดับดินในช่วงนอกเมือง เพื่อปรับลดโครงสร้างยกระดับที่มีราคาสูง พร้อมทั้งจะบูรณาการเชื่อมโยงเส้นทางกับสถานีรถไฟทางไกลของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ รฟม. จะดำเนินการศึกษาทบทวนรายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการฯ ครอบคลุมทั้งมิติด้านวิศวกรรม ด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเงิน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงทบทวนผลการศึกษาเดิมของสำนักงานนโยบายและการขนส่งและจราจร (สนข.) และ อบจ.สงขลา ก่อนพิจารณาดำเนินโครงการ เนื่องจากบริบทปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งจะสำรวจลักษณะกายภาพของพื้นที่ รวบรวมข้อมูล และถอดบทเรียนจากมหาอุทกภัย (น้ำท่วมใหญ่) เมื่อปี 2568 เพื่อใช้วิเคราะห์ ประเมินผลกระทบ ออกแบบ ให้โครงการมีความปลอดภัยและเป็นมาตรฐาน ในส่วนของอัตราค่าโดยสารนั้น รฟม. จะกำหนดอัตราที่เหมาะสม และสอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่

นายกาจผจญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะ ลดเวลาในการเดินทาง และลดมูลค่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการพัฒนาเมือง การส่งเสริมการลงทุน และการยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน โดยคาดว่า จะช่วยให้พื้นที่เมืองมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดึงดูดปริมาณการเดินทางในพื้นที่ และสนับสนุนการท่องเที่ยวควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ด้วย

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบราง (Monorail) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลท ระยะทางรวม 12.54 กม. จำนวน 12 สถานี มีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ และจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง 3 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ, สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้ โดยรูปแบบสถานี มีลักษณะสถานีเป็น 3 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่คร่อมเกาะกลางถนน จัดให้มีพื้นที่รองรับความต้องการเดินทางและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากยานพาหนะประเภทต่างๆ รวมถึงรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยได้ออกแบบจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำหรับพื้นที่สำหรับจอดและรับ-ส่ง และพื้นที่สำหรับจอดแล้วจร รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่โรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ไว้ 1 แห่ง บริเวณสถานีคลองหวะ

อัพเดทรถไฟฟ้าเมืองหลักในภูมิภาค

นายกาจผจญ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน รฟม. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้ดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนในเมืองหลักภูมิภาค นอกเหนือจาก จ.สงขลา ประกอบด้วย เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา พิษณุโลก ซึ่งแต่ละโครงการมีรายละเอียดดังนี้

1.โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ปัจจุบัน รฟม.ได้จัดส่งข้อมูลและแบบแนวเส้นทางไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว คาดว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าภูมิภาคสายแรกที่เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ซึ่ง รฟม.กำหนดเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2575

2.โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง เนื่องด้วยแนวเส้นทางอยู่บนถนนทางหลวง ซึ่งทำให้ต้องบูรณาการงานร่วมกับกรมทางหลวงเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดระหว่างก่อสร้าง อีกทั้งปัจจุบันยังมีโครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง ที่เตรียมดำเนินการก่อสร้าง คาดจะแล้วเสร็จในปี 2573  ดังนั้น รฟม.ประเมินว่าหากทางพิเศษสายนี้เปิดบริการ จะเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้กับประชาชน ลดปริมาณการจราจร หลังจากนั้น รฟม.จะประเมินเริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายนี้ เป้าหมายเปิดบริการในปี 2575

3.โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์-สถานีร่วมจอหอ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาทบทวนแบบก่อสร้างโครงการ ซึ่งด้วยข้อจำกัดแนวเส้นทางที่มีระยะทางค่อนข้างมาก งบประมาณที่ต้องลงทุนจึงสูง ทำให้โครงการนี้ถูกจัดอยู่ในแผนดำเนินการระยะถัดไปจากรถไฟฟ้าจังหวัดเชียงใหม่ และภูเก็ต

4.โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดพิษณุโลก สายสีแดง ช่วงมหาวิทยาลัยพิษณุโลก-ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก โดย รฟม. ได้ทบทวน TOR สำหรับดำเนินงานจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบัน รฟม. อยู่ระหว่างทบทวนแผนงานของโครงการฯ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ ซึ่งมีผลต่อความคุ้มค่าของโครงการต่อไป โดยรถไฟความเร็วสูงถือเป็นปัจจัยสำคัญของปริมาณผู้โดยสาร ทำให้โครงการนี้ รฟม.จึงอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของรถไฟความเร็วสูง

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการระบบรถไฟฟ้าภูมิภาคในจังหวัดอื่นๆ นั้น คือ เชียงใหม่, ภูเก็ต และนครราชสีมา รฟม. ได้หารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) มาทดลองวิ่งในเส้นทางและจุดจอดสถานีที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทของโครงการระบบรถไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อทดสอบพฤติกรรมและความคุ้นเคยในการใช้บริการของประชาชนจริง