PSGC ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งมอบทรัพยากรพลังงานให้เวียดนาม ผ่านบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) ซึ่งดำเนินธุรกิจตั้งแต่บริการทำเหมืองและแปรรูปถ่านหินในแขวงสาละวันและแขวงเซกอง สปป.ลาว ไปจนถึงการขนส่งข้ามพรมแดน ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับรัฐบาลเวียดนามต่อรัฐบาลสปป.ลาว (Government to Government: G2G) ในการซื้อขายถ่านหินระยะยาว 10 ปี ที่ลงนามตั้งแต่ปี 2568 พร้อมมีลูกค้ารายสำคัญเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 ราย โดยครึ่งปีแรก 2569 ส่งมอบถ่านหินแล้ว 1.41 ล้านตัน สูงกว่าแผนที่วางไว้ สร้างรายได้ 5,975.1 ล้านบาท คิดเป็น 81.9% ของรายได้รวม 7,292.5 ล้านบาท สะท้อนโครงสร้างรายได้ที่มีความต่อเนื่อง (Recurring Revenue)

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ผู้ให้บริการก่อสร้างแบบครบวงจร ที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ “ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค (Regional Energy & Natural Resources Developer)” เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม ผ่านบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) โดยการค้าถ่านหินระหว่างสองประเทศดำเนินอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับรัฐบาลที่วางรากฐานความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานและแร่ธาตุ ทำให้ธุรกิจของ NT ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่มีความต่อเนื่องมากกว่าการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ NT แตกต่างจากผู้ค้าถ่านหินทั่วไป คือการเข้าไปดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เริ่มจากบริการทำเหมืองและบริการแปรรูปถ่านหินในแขวงสาละวันและแขวงเซกอง สปป.ลาว ต่อเนื่องไปยังระบบโลจิสติกส์และการขนส่งข้ามพรมแดน จนถึงการส่งมอบถ่านหินสำเร็จให้แก่ลูกค้าปลายทางในประเทศเวียดนาม โครงสร้างเช่นนี้ทำให้บริษัทควบคุมคุณภาพ ต้นทุน และกำหนดการส่งมอบได้ตลอดสาย ทั้งนี้ NT ได้รับสิทธิ์ในการซื้อขายถ่านหินสำเร็จในประเทศเวียดนามจากบริษัท Xekong Power Plant Company Limited (XPPL) ผู้ได้รับสัมปทานดำเนินการทำเหมืองถ่านหินใน สปป.ลาว
“การที่เราเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีกรอบความร่วมมือระดับรัฐบาลรองรับ ทำให้ธุรกิจของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนคำสั่งซื้อรายครั้ง แต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทวิภาคีระหว่างสองประเทศ อีกทั้งมีลูกค้าผู้รับซื้อหลักเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในเวียดนามซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ จากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก โดย SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 7.1% ขณะที่ สปป.ลาว ขยายตัวประมาณ 4.1% จากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนในภาคพลังงานและเหมืองแร่ ซึ่งทั้งสองประเทศคือพื้นที่ดำเนินธุรกิจหลักของ PSGC ในวันนี้” นายเดวิดกล่าว
ในด้านการดำเนินงาน ครึ่งปีแรกปี 2569 NT ส่งมอบถ่านหินแล้ว 1.41 ล้านตัน สูงกว่าแผนที่บริษัทวางไว้ อย่างไรก็ตามด้วย การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงในช่วงฤดูฝนปีนี้ นำไปสู่ปริมาณน้ำฝนที่สูงเป็นประวัติการณ์ และเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง ถือเป็นความท้าทายต่อการผลิตและขนส่งข้ามพรมแดน ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการบริหารจัดการลดความเสี่ยงดังกล่าวในช่วงที่เหลือของปี 2569

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างรายได้ของกลุ่มบริษัท โดยครึ่งปีแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 7,292.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จาก NT 5,975.1 ล้านบาท คิดเป็น 81.9% ของรายได้รวม แบ่งเป็นรายได้จากการขายถ่านหิน 5,722.3 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการทำเหมืองและบริการแปรรูปถ่านหิน 252.8 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจก่อสร้างจำนวน 1,043.6 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจซัพพลายเชนด้านพลังงานที่มีความต่อเนื่อง (Recurring Revenue) เพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพารายได้ตามโครงการจากธุรกิจก่อสร้าง
ด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นฐานธุรกิจเดิม ปัจจุบันโครงการ XPPL Expansion Phase 1 ดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 98% ขณะที่โครงการก่อสร้างชุมชนใหม่ (Resettlement Development) มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท และงานสาธารณูปโภคพื้นฐานใน สปป.ลาว มีความคืบหน้าโครงการอยู่ที่ 55% และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 45% ต่อเนื่องรวมมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2571 ทั้งนี้ ทิศทางในระยะถัดไป ธุรกิจก่อสร้างจะทำหน้าที่เป็นรายได้ส่วนเสริม (Supplementary Revenue) โดยโครงการก่อสร้างจะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มบริษัทเป็นหลัก สร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์และมูลค่าเพิ่มระหว่างกลุ่มธุรกิจของบริษัท
“เป้าหมายของ PSGC ไม่ใช่การเป็นผู้ค้าถ่านหิน แต่คือการเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาคที่มีฐานรายได้มั่นคง สิ่งที่เกิดขึ้นในครึ่งปีแรกคือหลักฐานว่าโครงสร้างรายได้ใหม่ของ PSGC ทำงานได้จริง และเรากำลังใช้ฐานที่วางไว้ใน สปป.ลาว ทั้งด้านทรัพยากรและงานโครงสร้างพื้นฐาน ต่อยอดไปสู่โอกาสด้านพลังงานในภูมิภาคระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร” นายเดวิดกล่าว
ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ G2G ระยะเวลา 10 ปีระหว่างเวียดนามและสปป.ลาว ส่งผลให้ธุรกิจซัพพลายเชนด้านพลังงาน ค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่อง เป็นกรอบระยะเวลาเพียงพอสำหรับบริษัท ในการพัฒนาแหล่งรายได้เพิ่มเติมควบคู่กันไป โดยปัจจุบัน PSGC อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการพลังงานน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower – PSH) ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาประมาณ 5-7 ปี เพื่อขยายฐานธุรกิจด้านพลังงานให้มีความหลากหลายมากขึ้น
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพการวางแผนพลังงานของภูมิภาค เช่น ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP2026) ที่กระทรวงพลังงานเปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนกันยายน 2569 ระบุกำลังผลิตที่มีข้อผูกพันจากการนำเข้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 3,407 เมกะวัตต์ ทยอยเข้าระบบระหว่างปี 2569-2580 และมี PSH ถูกบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาพลังงาน (PDP 2026) ของประเทศด้วย
ล่าสุด PSGC ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ “บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน” หรือ ESG Emerging List ประจำปี 2569 จากสถาบันไทยพัฒน์ และเป็นหลักทรัพย์ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 สะท้อนพัฒนาการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทในช่วงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ