‘คมนาคม‘ ระดมทุกหน่วยงาน ‘บก-ราง-น้ำ-อากาศ‘ ร่วม Workshop หนุนยุทธศาสตร์ 20 ปี เชื่อมโครงข่ายไร้รอยต่อ

“คมนาคม” จัด Workshop เร่งเครื่องนโยบาย “Quick Win” หลังรัฐบาลอนุทิน 2 ทำงานครบ 3 เดือน ยันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา ลุยวางยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี ดันเชื่อมโครงข่ายไร้รอยต่อ ทั้งบก-ราง-น้ำ-อากาศ มุ่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ ยกระดับขนส่งสาธารณะ-สิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดทางเอกชนร่วมลงทุน สร้างระบบคมนาคมยั่งยืนในอนาคต

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) หัวข้อ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปี 2569-2570” โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาวันนี้ (8 ก.ค. 2569) ว่า การดำเนินการครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำนโยบายที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรม โดยหลังจากขับเคลื่อนงานมาเกือบครบ 1 ไตรมาส การประชุมดังกล่าว จึงเป็นทั้งการติดตามความคืบหน้า และการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัด

ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นเพียง 3 – 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศและเชื่อมโยงสู่ต่างประเทศ กระทรวงฯ จึงได้จัดสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเปิดเวทีให้แต่ละภาคส่วนได้หารือร่วมกัน ลดข้อจำกัดระหว่างหน่วยงาน และเชื่อมโยงโครงการต่างๆ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของนโยบาย Quick Win ช่วงปี 2569–2570 นายพิพัฒน์ระบุว่า เป็นมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์และได้รับประโยชน์ทันที อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคมนาคมของประเทศไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่กำลังวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 10–20 ปี ควบคู่กันไป โดยจะจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน แต่เป็นโครงข่ายระดับประเทศและภูมิภาคที่ครบวงจร

สำหรับภาพรวมในอนาคตนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า  ประเทศไทยจะมีโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสอดรับกับ 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดปัญหา PM2.5 และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวผ่านการดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน เพื่อลดภาระหนี้ของประเทศ

การจัด Workshop ในครั้งนี้ ได้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน เช่น การเชื่อมโยงเส้นทางถนนกับระบบราง หรือการขนส่งสินค้าจากระบบรางไปยังสนามบิน เมื่อทุกฝ่ายยึดแผนแม่บทระยะ 20 ปีเดียวกัน จะช่วยให้การใช้งบประมาณของภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินโครงการ เป็นต้น“ นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในมิติของระบบคมนาคมในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กระทรวงคมนาคมได้วางแผนพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะอย่างครอบคลุม ผ่านแผนแม่บทระบบราง (M-MAP) จำนวน 14 เส้นทาง ระยะทางรวมกว่า 554 กิโลเมตร (กม.) พร้อมพัฒนาระบบขนส่งต่อเชื่อม (Feeder) ทั้งรถโดยสารไฟฟ้า (EV) และเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) เพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดสำคัญเรื่อง Single Ownership เพื่อรวมการบริหารจัดการระบบขนส่ง และการผลักดันตั๋วโดยสารร่วมแบบ “One Day Ticket” ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางข้ามระบบได้สะดวกในบัตรเดียว ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ในด้านการเดินทางและขนส่งระหว่างเมือง กระทรวงคมนาคมมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ โดยจะพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรางและทางน้ำให้เป็นแกนหลักสำหรับการขนส่งระยะไกล (Long-haul) ผ่านโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดตั้งจุดเชื่อมต่อและศูนย์กระจายสินค้า อาทิ Dry Port หรือ ICD อย่างเป็นระบบ ขณะที่ โครงข่ายทางถนนจะทำหน้าที่เป็นการขนส่งระยะสั้น (Short-haul) ในรัศมีไม่เกิน 150 กม. เพื่อกระจายสินค้าไปยังพื้นที่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการโครงข่ายทั้งหมดจะช่วยเพิ่มความตรงต่อเวลาของระบบขนส่ง ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรของไทยในระยะยาว

การวางรากฐานในวันนี้ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างระบบคมนาคมที่ยั่งยืน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างมีคุณภาพและสมบูรณ์แบบ” นายพิพัฒน์ กล่าว