‘พิพัฒน์-สรรเพชญ‘ ลงพื้นที่ชายแดนใต้ สางปัญหา ’ท่าเรือปัตตานี-สร้างถนนทางหลวง‘ พลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้
“พิพัฒน์-สรรเพชญ”ลงพื้นที่ภาคใต้ ลุยสางปัญหา “ท่าเรือปัตตานี” ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ พร้อมอัพเดตโปรเจกต์ทางหลวง มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ หนุนการท่องเที่ยว ดันขุดลอกร่องน้ำปัตตานีครั้งใหญ่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันนี้ (10 พ.ค. 2569) ตน พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ขณะนี้ได้เร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้า 28.47% เร็วกว่าแผน และแยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้า 53.69% คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ก.ย. 2570 นอกจากนี้ เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว จึงมีโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ – จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร (กม.) เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้านนายสรรเพชญ บุญฐามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าปลดล็อกปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำว่า กระทรวงฯ กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ โดยต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง

ขณะที่ ในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่าร้อยละ 56.48 (เร็วกว่าแผน 15.39%) คาดว่าจะเสร็จใน ส.ค. 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 – 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในกระทรวงคมนาคม ทั้งการแก้ปัญหาจราจรทางบกและการปลดล็อกศักยภาพทางน้ำ คือ การเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอและวางแผนเผื่ออนาคต เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่คู่กับชุมชน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงต่อไป
