‘สิริพงศ์’ มอบนโยบาย บขส. ชงของบปี 70 กว่า 351 ล้าน ปรับปรุง ‘หมอชิต 2’ ลุยศึกษาแผนเชื่อม ‘กรุงเทพอภิวัฒน์’ 1.5 กม. เดินทาง ‘ล้อ-ราง’ ไร้รอยต่อ
“สิริพงศ์” มอบนโยบาย บขส. ชงของบปี 70 กว่า 351 ล้าน ปรับปรุง “หมอชิต 2” เฟสแรก พร้อมศึกษาแผนเชื่อมต่อ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” ระยะทาง 1.5 กม. อำนวยความสะดวกผู้โดยสารเดินทาง “ล้อ-ราง“ ไร้รอยต่อ ยันไม่ย้ายสถานีฯ ผุดแผนเปลี่ยนรถเก่า 157 คันสู่ EV หวังลดต้นทุนระยะยาว พร้อมเปิดทางเอกชนร่วมวิ่งเส้นทางได้ แนะถกร่วม ขบ. หากสนใจเข้าร่วม “รถเก่าแลกรถใหม่” สั่งปั้นรายได้ใหม่จากทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ พ่วงปรับบทบาท บขส. ให้แข่งขันเป็นธรรมในอนาคต คาดปีนี้ ขาดทุน 140 ล้าน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) หรือ BKS ว่า ตามที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 มีมติอนุมัติตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงคมนาคม สำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดย บขส. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือสถานีหมอชิต 2 ระยะเวลาดำเนินการปี 2570-2572 วงเงินรวม 3,505.6341 ล้านบาทนั้น

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 บขส.ได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณ วงเงินประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงอาคารสถานีหมอชิต 2 และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศภายในสถานีที่ชำรุดจำนวนมาก รวมถึงการศึกษาออกแบบปรับปรุงอาคารและพื้นที่โดยรอบ ใช้งบประมาณศึกษากว่า 20 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานีขนส่งหมอชิต 2 กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์อย่างไร้รอยต่อ หรือเชื่อมต่อ “ล้อ-ราง” ซึ่งปัจจุบันมีระยะห่างประมาณ 1.5 กิโลเมตร (กม.)
สำหรับแนวทางของกระทรวงคมนาคมในขณะนี้ ยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายย้ายสถานีหมอชิต 2 ออกจากพื้นที่เดิม แต่ต้องการให้มีการศึกษารูปแบบการเชื่อมต่อกับระบบรางให้ชัดเจนก่อน เบื้องต้นอาจจะสร้างทางเดินเชื่อม รถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) หรือการปรับขยายอาคารเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดต้องรอผลการศึกษาและการออกแบบก่อนตัดสินใจดำเนินการในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม มีเป้าหมายจะดำเนินการเชื่อมต่อดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2571

นโยบายของกระทรวงคมนาคมคือทำให้ระบบขนส่งทางล้อและทางรางเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว ประชาชนสามารถลงรถทัวร์แล้วต่อรถไฟได้สะดวก หรือเดินทางจากรถไฟมาต่อรถโดยสารได้ง่ายขึ้น ไม่ได้มีแนวคิดย้ายสถานีออกไปสร้างใหม่ทั้งหมด แต่ต้องดูว่าปรับปรุงพื้นที่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้หรือไม่” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ยังได้มอบนโยบายให้ บขส. เร่งยกระดับปรับปรุงคุณภาพรถโดยสารและการให้บริการ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนรถโดยสารเก่าเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจมีการเปลี่ยนรถประมาณ 157 คัน แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของเส้นทาง สถานีชาร์จ และความคุ้มค่าทางธุรกิจก่อน
ส่วน บขส. จะเข้าร่วมโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หรือไม่นั้น หากสนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องไปหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก่อนจะเสนอไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุก แท็กซี่ รถมินิบัส รวมถึงรถจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานสะอาด

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ บขส.ไปศึกษาว่า เส้นทางใดที่ บขส.ไม่ประสงค์จะเดินรถเอง ก็สามารถเปิดให้เอกชนเข้าร่วมได้ โดยจะใช้วิธีเปิดประมูลแข่งขันอย่างโปร่งใส เนื่องจากขณะนี้ พบว่า มีภาคเอกชนหลายรายสนใจขอเข้ามาเดินรถในบางเส้นทาง พร้อมทบทวนเส้นทางที่ผู้ประกอบการเดิมถือใบอนุญาตอยู่ หากหมดอายุแล้วไม่มีแผนพัฒนาคุณภาพบริการ ก็อาจต้องนำมาพิจารณาใหม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่ได้มีเป้าหมายจะยกเลิกผู้ประกอบการรายใด แต่ต้องการยกระดับคุณภาพบริการให้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดจัดระเบียบรถโดยสารขนาดเล็ก (รถตู้ และรถมินิบัส) ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกับ บขส. เพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น หลังพบปัญหาการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด โดยจะให้ ขบ. และ บขส. ร่วมกำหนดมาตรฐานราคาเดียวกัน พร้อมกำหนดให้ติดป้ายราคาอย่างชัดเจนและออกใบเสร็จทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงแนวทางสร้างรายได้เพิ่มเติมของ บขส. นอกเหนือจากธุรกิจเดินรถว่า บขส. คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผลการดำเนินงานขาดทุนประมาณ 140 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนประมาณ 212 ล้านบาท จึงได้มอบนโยบายให้ปรับปรุงการบริหารทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ในหลายพื้นที่ รวมถึงทบทวนบทบาทของ บขส.ในอนาคตว่า จะดำเนินบทบาทเป็นทั้งผู้ประกอบการเดินรถและผู้กำกับดูแลในรูปแบบใด เพื่อให้การแข่งขันกับภาคเอกชนเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ กรณีเส้นทางที่ บขส.เดินรถแข่งขันกับเอกชน จะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากเอกชน เพื่อไม่ให้ บขส.ได้เปรียบในฐานะผู้กำกับดูแล แต่หากเป็นเส้นทางที่ บขส.ไม่ได้เดินรถเอง และเปิดให้เอกชนดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ก็อาจมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
