DPU จุดประกาย “ฮาลาลโลจิสติกส์” เปิดมุมมองผู้ประกอบการเจาะตลาดมุสลิม

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสร้างองค์ความรู้ด้านฮาลาลโลจิสติกส์ จุดประกายไอเดียธุรกิจให้คนรุ่นใหม่ มองไกลสู่ตลาดมุสลิมกว่า 2 พันล้านคน พร้อมยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันในเวทีสากล

สินค้าฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงยา เครื่องสำอาง ของใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนบริการต่าง ๆ โดยทุกอย่างต้องผ่านมาตรฐานที่เน้นความสะอาด ความปลอดภัย และถูกต้องตามหลักศาสนา การทำตลาดในกลุ่มประเทศมุสลิมไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสินค้า ฮาลาล เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงและการจัดเก็บสินค้า การขนส่งที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด แนวคิด “ฮาลาลโลจิสติกส์” จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ตลาดมุสลิม ซึ่งมีประชากรกว่า 2 พันล้านคน

เพื่อเปิดมุมมองสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบฮาลาลโลจิสติกส์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องแก่นักศึกษาและผู้ประกอบการ  วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ฮาลาลโลจิสติกส์” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พีรยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาธุรกิจสายงานวิชาการ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

ดร.พีรยุทธ กล่าวว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไทยสู่เวทีสากล โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้สู่โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมฮาลาลที่กำลังเติบโตในระดับสากล นอกจากนี้ยังเป็นการผลักดันให้นักศึกษาและสถานประกอบการเล็งเห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานฮาลาลและฮาลาลโลจิสติกส์ซึ่งสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจได้

อาจารย์ธนกฤต แก้วนุ้ย รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการผลิตสินค้าฮาลาลที่หลากหลาย แต่ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญด้านระบบโลจิสติกส์ โดยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตเป็นหลัก ขณะที่การนำสินค้าไปสู่ตลาดมุสลิมจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามมาตรฐานฮาลาลอย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ หากสามารถพัฒนาระบบโลจิสติกส์ฮาลาลให้มีความสมบูรณ์ได้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงตลาดมุสลิมทั่วโลกที่มีจำนวนกว่า 2 พันล้านคน โดยการจัดเสวนาในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจฮาลาล ไม่สามารถมุ่งเน้นเฉพาะการผลิตในโรงงานเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งระบบอย่างแท้จริง

อาจารย์ธนกฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแม้ห่วงโซ่ฮาลาลของไทยจะมีองค์ประกอบค่อนข้างครบถ้วน แต่ยังขาดการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ที่ยังไม่เข้มแข็ง และยังมีผู้ให้บริการโลจิสติกส์ฮาลาลค่อนข้างจำกัด ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างสำคัญของผู้ประกอบการในภาคส่วนนี้

“เราสามารถผลักดันฮาลาลโลจิสติกส์ให้เป็น “จุดขายใหม่” ของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศมุสลิมอื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  หากไทยมีความพร้อมด้านฮาลาลโลจิสติกส์อย่างครบวงจร จะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีความร่วมมือกับคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาเรื่องดังกล่าว โดยมีเป้าหมายขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานฮาลาล

สำหรับด้านการพัฒนาบุคลากร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตได้มีการบรรจุเนื้อหาวิชาด้านการจัดการโลจิสติกส์ขั้นสูงที่ครอบคลุมเรื่องฮาลาลโลจิสติกส์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่นักศึกษา และในอนาคตมีแผนจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านฮาลาลโลจิสติกส์ พร้อมทั้งจัดอบรมเชิงลึกและถ่ายทอดเทคนิควิธีการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว