BKIH กำไรปี 2568 ทะลุ 3.1 พันล้าน โตต่อเนื่อง จ่ายปันผล 17.50 บาท ลุยปี 2569 ตั้งเป้าเบี้ยแตะ 3.26 หมื่นล้าน

BKIH โชว์ผลงานปี 2568 แข็งแกร่ง ทำกำไรสุทธิ 3,135 ล้านบาท เติบโต 2.2% พร้อมจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีหุ้นละ 17.50 บาท รับแรงหนุนธุรกิจประกันภัยโตต่อเนื่อง เดินหน้าปี 2569 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวม 32,600 ล้านบาท ชูแนวคิด Fast and Flexible Mindset ยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ BKIH ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03 และมีกำไรสุทธิ 3,135.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.2 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 29.45 บาท สำหรับการจัดสรรเงินปันผลในปี 2568 บริษัทฯ จัดสรรเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว อัตราหุ้นละ 11.25 บาท และในงวดสุดท้ายของปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผล หุ้นละ 6.25 บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 17.50 บาท โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ร้อยละ 5.8 และคิดเป็นร้อยละ 59.4 ของกำไรสุทธิต่อหุ้น

ในส่วนของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักของ BKIH ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท และแม้ต้องเผชิญกับมหันตภัยใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินที่รับประกันภัยจากภัยแผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ กอปรกับมีต้นทุนการซื้อประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับมหันตภัย กรุงเทพประกันภัยยังสามารถสร้างผลประกอบการที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 3,121.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และถือเป็นการทำกำไรสุทธิที่ทำลายสถิติเดิม โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานที่ 29.32 บาท และได้รับการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่ง Credit Rating ระดับ A- (Stable) อย่างต่อเนื่อง จากสถาบันการจัดอันดับทางการเงินชั้นนำของโลก Standard & Poor’s (S&P)

ของการทำประกันภัยทรัพย์สินมากขึ้น ขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยต่อของประกันภัยทรัพย์สิน แม้โดยรวมทั่วโลกจะมีแนวโน้มลดลง แต่ด้วยความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่อในประเทศไทยยังไม่ได้ลดลงไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลกโดยรวม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อธุรกิจประกันภัยในด้านเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ โดยเฉพาะจากการประกันภัยทรัพย์สินขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ประกันภัยสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง จากการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เช่นเดียวกับประกันภัยการเดินทางต่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย และมีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านค่อนข้างน้อย เนื่องจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยยังคงอยู่ในโซนเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ซึ่งไม่มีเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพและเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในภาวะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ยังคงส่งผลต่อยอดจำหน่ายสินทรัพย์ เช่น ที่อยู่อาศัยและรถยนต์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มชะลอลงในปีนี้ จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ในส่วนของธุรกิจประกันภัย เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของมูลค่าการส่งออก หลังจากมีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อีกทั้งสถานการณ์สงครามยังอาจทำให้ต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศสูงขึ้น และส่งผลให้เบี้ยประกันภัยขนส่งในส่วนความคุ้มครองความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้ผู้รับประกันภัยต่อในตลาดประกันภัยการบินพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัย สำหรับความเสียหายต่อตัวเครื่องบินหรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานความเสียหายโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

อีกประเด็นหนึ่งคือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจมีความล่าช้าประมาณ 3 เดือน จากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้การลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ชะงักลง และส่งผลให้เบี้ยประกันภัยโครงการภาครัฐต้องเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนั้นการดำเนินงานจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้ต่อเนื่อง

ชูแนวคิด Year of Fast and Flexible Mindset

จากที่บริษัทฯ ได้มุ่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศที่โดดเด่นและแตกต่าง ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความโดดเด่นผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% โดยบริษัทฯ มีความพร้อมต่อยอดการดำเนินธุรกิจเพื่อขยายโอกาสสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการให้บริการแก่ลูกค้าเดิม ภายใต้แนวคิด Fast and Flexible Mindset ที่มุ่งปรับรูปแบบการทำงานให้คล่องตัว รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดจากแนวทางการดำเนินงานแบบเดิม และยกระดับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า ทั้งในด้านการรับประกันภัย การขาย และการบริหารจัดการสินไหมทดแทน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุม พร้อมกำหนดระดับราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับความรวดเร็วในการให้บริการผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของวินัยในการรับประกันภัยและความสมเหตุสมผลทางธุรกิจ เพื่อรักษาระดับผลกำไรจากการรับประกันภัยให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการทำงานด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยบริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของหลักธรรมและจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้ลูกค้า คู่ค้า ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้รับผลลัพธ์เชิงบวกจากผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน